รีวิวเที่ยวโลกออนไลน์: กริยาสงสัย? กับ ‘ชาวเรดิคัลพุทธโทเรี่ยน’ ในโลกออนไลน์

วิศรุต แสนคำ: 9 ต.ค. 2561 | อ่านแล้ว 512 ครั้ง


อยากจะเริ่มต้นเปิดด้วยแรงบัลดาลใจเท่ๆ ไล่ตามความฝัน แบบประหยัด เหมือนรีวิวการเดินทางเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกของเพื่อนๆ ที่อ่านเจอพันทิปหรือสไลด์ผ่านในเฟสบุ๊ค แต่การเดินทางของผมในครั้งนี้ไม่รู้จะหาคำคุณศัพท์ไหนมาบรรยายให้น่าสนใจ มีแต่กริยาที่น่าสงสัย ของทั้งผมและจุดเริ่มการเดินทาง

กริยาที่น่าสงสัยนี้เกิดจากคือ โพสต์ข้างล่างนี้ ที่ฟีดขึ้นมาบนหน้าไทม์ไลน์ของผมจาก การแชร์ของเพื่อนๆ 2-3 คน

คลิ๊กเพื่อชมคลิปวีดีโอ

จากในคลิปคือการสัมภาษณ์ ‘อองซาน ซูจี’ หรือ ‘คุณแม่’ แห่งประเทศพม่า (ขอใช้พม่าไม่ใช้เมียนมาร์เพราะพิมพ์ลำบาก) ด้วยความสนใจส่วนตัวในประเทศพม่าอยู่แล้วเลยทำให้เข้าไปดูในคลิป แต่ผมก็ติดนิสัยชอบแวะอ่าน เลยเลื่อนมาอ่านคอมเมนต์ก่อนที่ทันจะดูคลิป และก็ได้ประหลาดใจกับคอมเมนต์เหล่านี้

“โห…ชาวไทยเรานี้พังค์ว่ะ” ความคิดของผมในขณะไล่อ่านคอมเม้น และด้วยความสงสัยผมว่าอะไรทำให้คอมเม้นดุเดือดขนาดนี้ เลยย้อนกลับไปอ่านคำบรรยายใต้คลิปวีดีโอ และคำบรรยายนี้

“อะไรคือ โล่แวนกาสวะ?” ความคิดแรกของผมที่พุ่งขึ้นมา และลองเอาไปเสิร์จดูเพื่อว่าจะมันจะเป็นรางวัลอะไรที่นางอองซาน ซูจี เคยรับมา แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือ!

เมื่อคิดว่า ‘โล่แวนกาส’ (การ์ดแวนการ์ด) น่าจะไม่มีอะไร ผมเลยกลับไปสนในเนื้อหาที่เขียน ที่มีเนื้อหาดูรุนแรง อย่าง “ดังนั้นใครที่เห็นใจโรฮิงญา จงเอาพวกเขาไปอยู่ด้วย….โรฮิงญา ตัวเองคงเป็นได้แค่ไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่งเท่านั้น” และคิดว่าคนที่เป็นถึงที่ปรึกษาประเทศไม่น่าจะพูดอะไรอย่างนั้น ผมเลยลองเปิดคลิปดูการสัมภาษณ์

พอดูจบยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก ไม่เพียงแค่เพราะว่าคำพูดของนางอองซาน ซูจี ค่อนข้างเข้าข้างชาวพุทธหัวรุนแรงในพม่า อย่างเช่นคำที่ว่า ​“Fear from both side” “Violence from fear” (นึกไปถึงคำพูดของทรัมป์ที่พูดว่า “There are good people from both side” ตอนเหตุการณ์กราดยิงที่ Charlottesville) แม้เธอจะมีความพยามพูดสาเหตุอย่างคำพูดที่ว่า “new problem that link to old problem” และพยายามชี้ให้เห็นว่าความกลัวเหล่านั้นมาจากการอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ

แต่เอ๊ะ! ที่ซูจีพูดมาไม่เห็นเหมือนกันในคำบรรยายที่ในโพสต์ลงชื่อไว้ชัดเจนว่าเธอพูด

เริ่มแห่มงๆสะแล้วแบบนี้??? ว่าแล้วผมก็เชิญดวงวิญญาณเจ้าพ่อขี้สงสัยอย่างเรเน่ เดส์คาร์ต และบวกกับความขี้สงสัยในสื่อที่โนม ซอมสกี ที่ได้มาจากการดูยูปทูปลิงค์นี้

 

ว่าแล้วผมก็สวมวิญญาณองค์เจ้าพ่อทั้งสอง และเริ่มค้นหาความจริง เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! (เสียงโคนัน) ผมเริ่มต้นด้วยการหาว่าไอ้คลิปวีดีโอนี้มาจากไหน โดยการเสิร์จคำว่า “Auang San Interview 27 august 2018” แต่กลับไม่พบคลิปสัมภาษณ์นี้เลย ผมเลยลองใหม่โดยใช้คำว่า “Auang San Interview” และพบว่ามีหลากหลายคลิปที่โพล่ขึ้นมามากกว่าเดิม ผมไล่ดูเทียบกันไปเรื่อย ๆ เพื่อหาคลิปที่เหมือนกัน และก็เจอในหน้าที่สองของ google video เมื่อเปิดเข้าไปดูเลยเห็นว่าเป็นคลิปเดียวกันตามลิงค์นี้

 

แต่สิ่งที่ต่างกันคือ!

นี้มันตั้ง 5 ปีก่อน! พรรค NLD ของนางอองซานยังไม่ได้ทันได้รับเลือกตั้งเลยนี้หว่า! งั้นแสดงว่าโพสต์นั้นคือ Fake news (ทำมือจีบและเป็นเสียงทรัมป์) แน่นอน!

คำถามต่อมาคือ แล้วเขาจะทำไปทำไมวะ? และใครเป็นคนทำ?

เมื่อรู้แน่นอนแล้วว่าในคลิปนั้นเป็นของจริง ไม่ได้ใส่เสียงใหม่เข้าไป ผมจึงเริ่มมองผู้ต้องสงสัยที่สอง คือ คำบรรยายใต้คลิปที่มีชื่อนางอองซาน ซูจี กำกับอยู่ คราวนี้มีเจ้าพ่ออีกองค์หนึ่งชื่อ Van Dijk เจ้าพ่อผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ชื่อ Critical Discourse Analysis (ผมไม่ได้อ่านฉบับจริงแต่อ่านจากงานชื่อ ภาษากับอุดมการณ์: วาทกรรมนมแม่ในสังคมออนไลน์) เจ้าพ่อ Van Dijk บอกให้จับผิดวาทะกรรมเพื่อหาความคิดเบื้องหลัง ทำได้หลายวิธี แต่ที่ผมจำได้คือการดูคำวิเศษณ์ หรือการดูประโยคที่ใช้เปรียบเทียบต่างๆ

ผมเห็นว่าในมีคำวิเศษณ์และคำเปรียบเทียบในโพสต์ที่น่าสนใจอย่างเช่น “โรฮิงญา ตัวเองคงเป็นได้แค่ไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่งเท่านั้น” ผมลองเอาคำนี้ไปเสิร์จต่อพบว่ามีเพจเกี่ยวกับศาสนาพุทธหลายเพจได้เผยแพร่ประโยคนี้ออกไปและคิดว่าน่าจะมาจากแหล่งเดี่ยวกัน

ผมพยายามหาแหล่งเดียวกันนี้ว่ามันมาจากไหนกันแน่ ผมได้ไปเจอเข้ากับ blog หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “บก. เงาลาย” ตามลิงค์นี้ (https://ngaolaimedia.blogspot.com/2018/08/blog-post_28.html) ภายใน blog ก็จะมีข่าวอื่นๆ มากมายที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า แม้จะมีข้อความต่างกันอยู่บ้างแต่เนื้อหาถือว่าคล้ายกัน

ใครคือ บก.เงาลาย? ชื่อช่างน่าสงสัย ผมพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับ บก.เงาลาย โดยการเอาชื่อไปเสิร์จในเฟสบุ๊คและพบว่ามีเฟสบุ๊คชื่อ บก.เงาลาย หรือ @ngaolainews ตามในลิงค์ใต้นี้  

https://www.facebook.com/ngaolainews/

จากการไล่อ่านคอมเมนต์ในหน้าเพจของ บก.เงาลายที่ได้โพสตอบลูกเพจและข่าวต่างๆที่เลือกมาเสนอใน blog ดูแล้วมีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลพม่า บวกกับชื่อเพจ เงาลาย ที่มักเป็นชื่อของชาวไทใหญ่ โดยชาวไทใหญ่ที่เป็นกลุ่มหลักกลุ่มหนึ่ง ในการต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า อย่าง  Shan state army ในขณะเดียวกัน

ระหว่างนี้ผมก็ได้ inbox เข้าไปถามเพจของ บก.เงาลาย เพื่อที่จะถามว่าเขาเงาลายเป็นคนเขียนบทความนี้ขึ้นมาหรือเปล่า

ในระหว่างนี้รอคำถามของ บก.เงาลาย ในหัวของก็พยายามเชื่อมโยงว่า สื่อ บก.เงาลาย ที่เป็นชาวไทใหญ่จากรัฐฉานประเทศพม่า มาเกี่ยวอะไรกับพุทธศาสนาในไทย?

จากนั้นผมก็พยายามเชื่อมโยงเพื่อหาคำตอบ ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือข่าวพระจากประเทศพม่าที่ถูกจับในระหว่างการเดินทาง เพราะไม่มีเอกสาร พระเหล่านี้เป็นชาวพม่าที่เข้ามาบวชในไทย โดยข่าวแบบนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และจากงานวิจัยของ พระสภาวุฒิ อภิสิทธิ์ (2555) พระเกี่ยวพระจากประเทศพม่าที่เข้ามาอยู่ในไทยด้วยหลายเหตุผล แต่เหตุผลหนึ่งคือการขาดแคลนพระของประเทศไทย

เห้ย! ใช่เลย! ผมบอกกับตัวเอง ผมได้ข้อสรุปว่า การที่ศาสนาพุทธในไทยต่อต้านศาสนาอิสลามนั้นมาจากพระชาวพม่าที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และพระชาวพม่านี้ได้การเกลียดอิสลามมาจาก เครือข่ายของพระวิราทุ หรือพระรูปที่นิตยสารไทม์ปี 2556 ว่าเป็น The Buddhist Terror!!

ในขณะที่ผมกำลังชื่นชมกับข้อสรุปของตัวเองและคิดว่า กูแม่งโคตรเทพ บก. เงาลายก็ตอบผมกลับมาว่า

ผ่าม!.... ผมพึ่งจะรู้สึกว่าตัวเองฉลาดไปได้ยังไม่ถึง 3 นาที ก็พบว่าผมโง่ทันที จากการสรุปด้วยหลักฐานอันน้อยนิด

แล้วถ้าไม่ใช่ บก.ชาวไทใหญ่ แล้วจะเป็นใครกันอีกที่จะเขียนข้อความแบบนี้ได้ ระหว่างที่คิดไปผมก็นำประโยคจากต่างๆพารากราฟใต้คลิปไปเสิร์จในกูเกิลอีกครั้ง และคราวนี้อกอริทึมของกูเกิ้ลพาผมมาเจอกับเพจ “วิจารณ์โลก” เพราะว่าในเพจนี้ก็มีข้อความที่คล้ายกันโพสต์อยู่ แต่ที่แตกต่างจากโพสต์ของ บก.เงาลายก็คือ..

ในโพสต์นี้มีเครดิต!

และนอกจากจะเป็นการแชร์ต่อมาจากเพจชาวพุทธโทเรี่ยนแล้ว คราวนี้มีชื่อคนเขียนข้อความนี้ (ขอใช้นามสมมติว่า ‘พี่ ก.ไก่’) หรือนี้จะเป็นคนที่เขียนข้อความนี้จริงๆ นะ ผมสงสัย และคนแบบไหนถึงจะเขียนข้อความแบบนี้ได้

ผมค้นหาต่อไปด้วยการเอาชื่อ พี่ ก.ไก่ ไปค้นและพบว่ามีเฟสบุ๊คของคนหนึ่งที่ใช้ชื่อเดียวกัน

หรือจะเป็นคนนี้ที่ผมตามหามานาน? ผมพยายามตามหาโพสต์ในไทม์ไลน์ของเขา แต่ก็ไม่พบ อาจจะเป็นเพราะตั้งค่าเป็น private หรืออาจจะเป็นเพราะไปโพสต์ไว้ในกลุ่มลับที่ผมไม่ได้เข้าร่วม แม้จะหาไม่พบแต่สิ่งที่เจอทำให้พอเดาได้ว่าเขาพี่ ก.ไก่ เข้าค่าย Islamophobia ที่ Wikipedia นิยามไว้ว่า กลัว, เกลียด, มีอคติ กับศาสนาอิสลามหรือมุสลิม

นอกจากโพสต์ที่โชว์ความเป็น ‘เรดิคัลพุทธโทเรี่ยน’ ของพี่ ก.ไก่ แล้วในการถูกใจเพจก็ยังบอกถึงจุดยืนได้อีกไม่น้อย

มาถึงตอนนี้ผมรู้สึกหลงทางสับสน อยากเดินเข้าป่าเหมือนเพลงดังได้บอกไว้ เพราะผมไม่สามารถหาที่มาของข้อความที่กลายไปเป็นบทสัมภาษณ์ของนางอองซานได้อย่างชัดเจน T_T

แต่สังเกตเห็นพัฒนาการของข้อความทั้งหลายที่ผ่านตาจากการท่องโลกออนไลน์ของผมครั้งนี้​ ที่ความคิดเห็นได้แปลงกลายเป็นข่าวในฐานะ Hate Speech หนึ่งที่แพร่กระจายผ่านโลกโซเซียลอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งชาวพุทธโทเรี่ยนอย่างเราก็ยั้งที่กดนิ้วแชร์ไม่ทัน และเพจชุมชนคนพุทธศาสน์เป็นเพียงหนึ่งในเพจชาวพุทธมีการโพสต์เนื้อหาต่อชาวมุสลิมมากมาย ยังไม่รวมถึงกลุ่มสาธารณะต่างๆ

ผมไม่ได้ต้องการบอกว่าพี่ ก.ไก่ คือชาวพุทธโทเรี่ยนหัวรุนแรงเป็นคนผิดในนี้ แต่ต้องการจะถามว่าสังคมแบบไหนกันที่ให้กำเนิดชาว ‘เรดิคัลพุทธโทเรี่ยน’ ได้ขนาดนี้ หรือประเทศเราจะกำลังจะกลายเป็น Islamophobia ตามเทรนกระแสโลก?

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ