สำรวจ #MeToo นอกกระแส ‘ภาคเกษตร-แม่บ้าน-พนง.โรงงาน-พนง.ห้าง’

สมานฉันท์ พุทธจักร ผู้สื่อข่าวพิเศษ TCIJ: 28 ม.ค. 2561 | อ่านแล้ว 2104 ครั้ง

สำรวจ #MeToo นอกกระแส นอกจากแวดวงฮอลลีวูดและพนักงานออฟฟิศแล้ว ในสหรัฐฯ พบแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรเกินครึ่งถูกคุกคามทางเพศมาก่อนกระแส ในตะวันออกกลางพบคนทำงานบ้านคุกคามทางเพศ ซ้ำเสี่ยงถูกตั้งข้อหามีเพศสัมพันธ์นอกสมรส ขณะที่งานวิจัยศึกษาผู้หญิงทำงานในโรงงานและห้างสรรพสินค้าพบเกือบครึ่งเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยเพื่อนร่วมงาน ด้วยการใช้วาจาและหลอกสัมผัส ปัจจัยเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกือบ 1 ใน 3 เคยถูกคู่รักทำร้ายร่างกาย ที่มาภาพประกอบ: wunc.org (CREDIT WNYC)

#MeToo กลายเป็นแฮ๊ชแทกยอดนิยมบนโซเชียลมีเดีย ที่ก่อกระแสมาจากที่สื่อในสหรัฐอเมริกาออกมาแฉพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศของโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชื่อดังคนหนึ่ง ต่อมานักแสดงหญิงฮอลลีวูดชื่อดังก็ได้ทยอยออกมายืนยันถึงพฤติกรรมของโปรดิวเซอร์รายนี้ อีกทั้งยังได้เปิดเผยเรื่องราวของตนเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นกระแสปรากฏการณ์ติดแฮ๊ชแทก #MeToo เพื่อแสดงให้เห็นปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ดำรงอยู่ในสังคม กระจายไปทั่วโลก ผู้คนในหลากหลายแวดวงเริ่มออกบอกเหล่าเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ 

สถานที่ที่ผู้หญิงมักจะถูกล่วงละเมิดที่หนึ่งก็คือ ‘ที่ทำงาน’ ทั้งที่สถานที่ทำงานควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยแต่กลับเป็นจุดเสี่ยงที่จะถูกคุกคามทางเพศ และเมื่อผู้หญิงที่ไม่ทำงานใต้แสงไฟส่องแบบนักแสดงหรือพนักงานคอปกขาวชนชั้นกลางทั่วไป (ที่สามารถใช้โซเชียลมีเดียได้) เช่นคนทำงานมีที่สถานะที่ด้อยอย่าง ‘แรงงานข้ามชาติ’ หรือผู้หญิงที่ทำงานสถานที่ที่ตัดขาดจากผู้คน พวกเธอก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศ

ในสหรัฐฯ พบแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรเกินครึ่งถูกคุกคามทางเพศก่อนกระแส  #MeToo มานานแล้ว

ที่มาข้อมูล: เรียบเรียงจาก Alianza Nacional de Campesinas


จากรายงาน Cultivating Fear The Vulnerability of Immigrant Farmworkers in the US to Sexual Violence and Sexual Harassment ของ Human Rights Watch (HRW) เมื่อปี 2012 เผยว่าแรงงานข้ามชาติเพศหญิงที่ทำงานในฟาร์ม หรือโรงงานบรรจุอาหาร และในภาคการเกษตรอื่น ๆ มีความเสี่ยงสูงที่จะที่จะตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศในรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐและนายจ้างไม่สามารถป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศได้ ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเธอทำงานในสถานที่ที่อยู่ไกลหูไกลตาผู้คน หรือบางแห่งมีความยากลำบากในการติดต่อกับโลกภายนอก

นอกจากคนงานหญิงในภาคการเกษตรมีความเสี่ยงต่อการล่วงละเมิดแล้ว พวกเธอยังต้องเผชิญกับระบบงานที่ให้อำนาจแก่คนคุมงาน (ที่ส่วนมากจะเป็นผู้ชาย) มากเกินไป รวมทั้งแรงงานหญิงในภาคการเกษตรของสหรัฐฯ มักจะเป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมายและค่าแรงงานที่ต่ำก็เป็นอุปสรรคในการเรียกร้องสิทธิ จากรายงานของ HRW ชิ้นนี้ระบุว่าพวกเธอมักจะถูกล่วงละเมิดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งข่มขืน เตะเนื้อต้องตัว ถ้ำมอง ไปจนถึงใช้วาจาล่วงละเมิด ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากนายจ้าง ผู้คุมงานหรือคนที่ตำแหน่งที่สูงกว่า นอกจากนั้นยังพบผู้ให้ข้อมูลบางคนถูกข่มขืนจากเกษตรกรท้องถิ่นเนื่องจากสภาพที่พักอาศัยไม่มีความปลอดภัย

“การข่มขืน เต๊ะอั๋ง ใช้คำพูดลามกจากคนคุมงาน แรงงานข้ามชาติในฟาร์มไม่ควรต้องทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ ในขณะที่พวกเธอกำลังผลิตอาหารให้กับประเทศของเรา” เกรซ เม้ง (Grace Meng) นักวิจัยจากฮิวแมนไรท์วอทซ์ผู้ซึ่งเขียนรายเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในฟาร์มกล่าว

“แทนที่เราจะให้คุณค่ากับสิ่งที่พวกได้ทำ แต่ชีวิตพวกเขาต้องกลับขึ้นอยู่กับระบบจัดการแรงงานข้ามชาติและกฎหมายแรงงานที่เปลี้ยง่อย ซึ่งกีดกันพวกเขาออกจากการปกป้องพื้นฐานที่แรงงานส่วนใหญ่ควรได้รับกัน”

แรงงานหญิงในภาคการเกษตรของสหรัฐฯ มักจะถูกล่วงละเมิดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งข่มขืน เตะเนื้อต้องตัว ถ้ำมอง ไปจนถึงใช้วาจาล่วงละเมิด ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากนายจ้าง ผู้คุมงานหรือคนที่ตำแหน่งที่สูงกว่า ที่มาภาพประกอบ: splcenter.org

และจาก ‘จดหมายเปิดผนึกของ Alianza Nacional de Campesinas’ ซึ่งเป็นองค์ปกป้องสิทธิของผู้หญิงในอุตสาหกรรมการเกษตร ได้ประมาณการว่ามีผู้หญิงในอุตสาหกรรมอาหาร 700,000 คน ทั่วสหรัฐฯ กว่าครึ่งหนึ่งเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ

“เราไม่ได้ทำงานภายใต้แสงไฟสว่างบนเวทีหรือบนจอทีวีขนาดใหญ่ เราทำงานใต้เงามืดของสังคม ในทุ่งและในโรงบรรจุอาหารที่โดดเดี่ยวจากผู้คน เราจึงอยู่นอกสายตาและความสนใจของผู้คนในประเทศแห่งนี้” ในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ระบุ

การล่วงละเมิดในอุตสาหกรรมการเกษตรจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่กับพบว่าแรงงานหญิงกว่าร้อยละ 70 ไม่มีเอกสารการเข้าเมือง ทำให้หลายคนไม่กล้าพูดถึงเรื่องเขาต้องเป็นเหยื่อเพราะกลัวจะถูกเล่นงานกลับหรือถูกขับออกจากสหรัฐฯ

คนทำงานบ้านในตะวันออกกลางถูกคุกคามทางเพศ ซ้ำเสี่ยงถูกตั้งข้อหามีเพศสัมพันธ์นอกสมรส

คนทำงานบ้านในตะวันออกกลางถูกคุกคามทางเพศ ซ้ำเสี่ยงถูกตั้งข้อหามีเพศสัมพันธ์นอกสมรส ที่มาภาพประกอบ: Rothna Begum/Human Rights Watch

ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง และพวกเธอมีปากเสียงในการแสงออกเพื่อเรียกร้องสิทธิได้น้อยมาก ๆ ก็คือ แรงงานข้ามชาติหญิงที่ทำงานแม่บ้านในภูมิภาคตะวันออกกลาง

โร๊ธนา บีกัม (Rothna Begum) นักวิจัยด้านสิทธิสตรีจาก HRW ได้ลงพื้นที่ทำรายงาน ‘‘Working Like a Robot’: Abuse of Tanzanian Domestic Workers in Oman and the United Arab Emirates’ ที่เผยแพร่เมื่อปลายปี 2017 โดยรายงานฉบับนี้ได้ศึกษาคนทำงานบ้านชาวแทนซาเนีย ในประเทศโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พบว่าผู้หญิงที่เป็นคนทำงานบ้านมากกว่า 50 คน ที่ให้สัมภาษณ์เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ พวกเธอมักจะถูกยึดพาสปอร์ต บังคับทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์ เกือบครึ่งหนึ่งต้องถูกบังคับหักเงินค่าที่พักทำให้ยากต่อการหลบหนี และหลายคนถูกจำกัดการสื่อสารเป็นเวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน (นายจ้างป้องกันไม่ให้ติดต่อโลกภายเพื่อขอความช่วยเหลือ) นอกจากนั้นยังมีสภาพที่อยู่อาศัยที่ไม่มีความเป็นส่วนตัว หลายคนต้องนอนในห้องเก็บของหรือห้องนั่งเล่น ที่ไม่สามารถล๊อคห้องได้ 

กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง มีคนทำงานบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงชาวต่างชาติประมาณ 2.4 ล้านคน จากประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกา พวกเธอต้องตกอยู่ภายใต้ระบบการขอวีซ่าทำงานที่ห้ามเปลี่ยนนายจ้างโดยนายจ้างเดิมไม่ให้ความยินยอม (visa-sponsorship) ไม่เช่นนั้นจะถูกจับกุมและลงโทษโดยการปรับเงิน กักขังไปจนถึงถูกเนรเทศออกจากประเทศ สภาพการทำงานที่ถูกทำให้โดดเดียวจากบุคคลอื่นเช่นนี้ ทำให้คนทำงานบ้านเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ถูกคุกคามทางเพศจากทั้งนายจ้างและเพื่อนร่วมงานชาย

“ตอนนั้นฉันกำลังรีดผ้าอยู่ เขาผลักฉันลงแล้วพยายามจะข่มขืนฉัน แต่เป็นโชคดีของฉันที่น้องชายของเขากลับบ้านมากดกริ่งหน้าประตูพอดี เขาจึงหนีไป” Basma N (นามสมมุติ) หญิงวัย 21 ชาวแทนซาเนีย เล่าประสบการณ์ที่เธอเคยถูกพี่ชายของนายจ้างพยายามจะข่มขืนเธอถึง 2 ครั้ง จากการทำงานเป็นคนทำงานบ้าน ที่ประเทศโอมาน

อดีตเจ้าหน้าประจำสถานฑูตแทนซาเนียประจำประเทศโอมาน ได้ให้ข้อมูลว่าไม่มีกรณีของคนทำงานบ้านถูกข่มขืนได้ถูกรายงานต่อตำรวจของโอมานเลย เนื่องพวกเธอปฏิเสธที่ตรวจร่างกายกับแพทย์ที่เป็นผู้ชาย หรือการไต่สวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เชื่อว่าผู้หญิงจะถูกข่มขืนในประเทศรัฐอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย (The Gulf region) การร้องเรียนเหตุข่มขืนมักจะถูกมองว่าเป็นการร่วมรักแบบสมยอม ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะถูกแจ้งข้อหามีความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส (Zina) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศแถบนี้

งานวิจัยไทยพบผู้หญิงทำงาน 'โรงงาน-ห้างสรรพสินค้า' เกือบครึ่งหนึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ 1 ใน 3 เคยถูกคู่รักทำร้ายร่างกาย

งานวิจัยสำรวจผู้หญิง 301 คน ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม 2 แห่ง และห้างสรรพสินค้า 2 แห่งในไทย พบร้อยละ 43.9 เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ประมาณ 1 ใน 3 เคยถูกคู่รักหรือคู่ครองทำร้ายร่างกาย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การบาดเจ็บเล็กน้อยถึงรุนแรงต้องเข้ารับการผ่าตัดและรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานานและยังเป็นปัญหาคดี ที่มาภาพประกอบ: pixabay.com/ninocare (CC0)

จากงานวิจัยเรื่อง ‘การถูกละเมิดทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัวสตรีในสถานประกอบการ’ โดย รศ.สุสัณหา ยิ้มแย้ม และคณะ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เผยแพร่ในวารสารสภาการพยาบาล ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554) ที่ได้ทำการศึกษาผู้หญิง 301 คน ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม 2 แห่ง และห้างสรรพสินค้า 2 แห่ง ผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นพนักงานระดับปฏิบัติการ (ร้อยละ 84.4) มีเวลาทำงานแบบผลัดหมุนเวียน (ร้อยละ 71.1) ทุกคนทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง โดยประมาณครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 51.5) ทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง ผู้หญิงส่วนใหญ่ (ร้อยละ 87.7) ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ และหนึ่งในสี่ (ร้อยละ 22.9) มีความเสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศในการเดินทาง ผู้หญิงเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 43.9) เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยเพื่อนร่วมงานด้วยการใช้วาจาและหลอกสัมผัส ขณะที่คนรักมีการชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์ เมื่อนำมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับการถูกละเมิดทางเพศในรูปแบบต่างๆ พบว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเที่ยวกลางคืนหลังเลิกงาน

เกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงในสถานประกอบการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยวิธีการล่วงละเมิดทางเพศที่พบมากที่สุด คือ การแกล้งหรือหลอกสัมผัสเนื้อต้องตัว รองลงมาคือการใช้คำพูดและการแสดงท่าทีเกี้ยวพาหรือล้อเลียนทำให้รู้สึกว่าถูกดูถูก ซึ่งผู้ที่ละเมิดทางเพศมักเป็นเพื่อนร่วมงาน ส่วนการพูดชักชวนเพื่อให้มีเพศสัมพันธ์มักจะเป็นคู่รักหรือเพื่อนชาย สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศด้วยการหลอกสัมผัสเนื้อต้องตัวและการพูดชักชวนเพื่อให้มีเพศสัมพันธ์ คือ การพากันเที่ยวสังสรรค์ต่อในสถานบันเทิงต่าง ๆ ยามวิกาลหลังเลิกงาน ทั้งนี้มีบรรยากาศทำให้เคลิบเคลิ้ม สถานที่ยั่วยุให้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและสถานการณ์ที่เอื้อให้ผู้หญิงถูกละเมิดทางเพศทั้งการสัมผัสและชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่าในที่ทำงานซึ่งจะมีระเบียบของสถานประกอบการในการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขณะที่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มักทำให้บุคคลขาดสติยั้งคิด ทำให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศด้วยการใช้วาจาและการแกล้งสัมผัสเนื้อต้องตัวได้ง่าย นอกจากนี้การอยู่หอพักที่ไม่ได้แยกเพศ ก็เอื้อให้ผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศจากเพื่อนชายและคู่รักได้เช่นกัน

งานวิจัยชิ้นนี้ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่มีคู่รักหรือสามีแล้ว มีสัมพันธภาพกับสามีหรือคู่รักที่ไม่ดี มีทะเลาะกันบางครั้งและบ่อยครั้ง ผู้หญิงประมาณหนึ่งในสามเคยถูกคู่รักหรือคู่ครองทำร้ายร่างกาย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การบาดเจ็บเล็กน้อย (ร้อยละ 82.9) ถึงรุนแรง (ร้อยละ 2.9) ต้องเข้ารับการผ่าตัดและรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานานและยังเป็นปัญหาคดี แม้ว่าสามีที่เป็นผู้คุกคามได้รับการลงโทษทางกฎหมายแล้วก็ตาม แต่ผู้หญิงก็ยังมีความหวาดกลัวว่าเมื่อสามีพ้นโทษจะยังคงมาคุกคามตนเองอีก โดยเฉพาะในรายที่พักอาศัยในหอพักคนเดียว จะเห็นได้ว่าความรุนแรงในครอบครัวนั้น มิได้มีผลกระทบเฉพาะทางด้านร่างกาย ยังมีผลต่อจิตสังคมที่ยาวนานของผู้หญิงที่เคยได้รับประสบการณ์ที่เลวร้ายนี้

 

อ่านเพิ่มเติม
จับตา: ผู้หญิงไทย 45% ถูกคุกคามทางเพศขณะใช้บริการรถสาธารณะ

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ