เตือนฉีดฟิลเลอร์ 'จมูก-หน้าผาก-ร่องแก้ม' เสี่ยงตาบอด

กองบรรณาธิการ TCIJ 31 ก.ค. 2560 | อ่านแล้ว 1602 ครั้ง

เตือนฉีดฟิลเลอร์ 'จมูก-หน้าผาก-ร่องแก้ม' เสี่ยงตาบอด

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยชี้ไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์บริเวณ จมูก ระหว่างหน้าผาก และร่องแก้ม เพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะ เส้นเลือดอาจมีการกระจายตัวทำให้สารไหลเข้าไปในสมองหรือดวงตา ทำให้ตาบอดและสมองขาดเลือด ที่มาภาพประกอบ: medicalaest.com

เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดให้สัมภาษณ์พิเศษในหัวข้อ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เตือนนภัยฟิลเลอร์เอฟเฟกต์ “มหันตภัยฟิลเลอร์…ฉีดโดยไม่ใช่แพทย์” โดย รศ.(พิเศษ) พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ในการใช้สารฟีลเลอร์หรือสารเติมเต็ม ที่ใช้ฉีดจากภายนอกเพื่อแก้ปัญหาผิวพรรณนั้น ซึ่งผิวหนังมีประกอบที่สำคัญคือ ใยคอลลาเจนและสารไฮยาลูโรนิค ที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ มีหน้าที่สำคัญเพื่อให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณมีความเต่งตึง แต่เมือเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยมากขึ้นสารเหล่านั้นจะน้อยลงทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นลง จึงมีความพยายามที่จะใช้สารเติมเต็มดังกล่าวมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น ฉีดร่องแก้ม รอยบุ๋ม เพิ่มปริมาณความเต่งตึงให้ใบหน้า จากการรวบรวมข้อมูลในอเมริกา พบว่าเริ่มมีการใช้ฟิลเลอร์ในปี 1997 และอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งปี 2015 ที่มีการใช้แพร่หลายและมีให้เลือกหลายยี่ห้อมากขึ้น เดิมทีนิยมฉีดในผู้สูงอายุ ก็ย้ายมากลุ่มอายุน้อยลงเรื่อยๆ เพราะสวยง่ายโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สารดังกล่าวเป็นสารควบคุมพิเศษของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย. ) ดังนั้น ในการใช้แต่ละครั้งคุณหมอส่วนมากจะมีการแจ้งกับคนไข้ว่าใช้สารชนิดใด ปริมาณเท่าไร และมีการเปิดให้ดูว่าเปิดขวดใหม่ทุกครั้ง ซึ่งตามหลักการก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ก็มีข้อควรระวังอีกมาก เพราะขณะนี้ มีการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศโดยบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งฟิลเลอร์ที่นำเข้าอาจจะเป็นของจริงแต่ไม่ได้ถูกฉีดโดยแพทย์ ก็ถือว่าเป็นอันตรายได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีของเลียนแบบที่ทำเหมือนของแท้ มีการติดฉลากเหมือนกันทุกประการ

“ตามที่คลินิกต่างๆจะมีการบอกว่ามีฟิลเลอร์นำเข้า จากเกาหลี อเมริกา และบอกว่ามีราคาที่ต่างกัน อันนี้ไม่น่าเกี่ยว เพราะการที่ อย.รับรองมาตรฐานให้ก็ฉีดได้แล้ว ปัจจัยที่ทำให้มีราคาสูงกว่ากันน่าจะเป็นในเรื่องขนาดและโมเลกุลต่างๆ โมเลกุลเล็กกว่าสามารถอยู่ได้ 6 เดือน และบางครั้งโมเลกุลใหญ่กว่าก็อยู่ได้นานกว่าเป็น 1 ปี ราคาก็จะต่างกัน"

รศ.พิเศษ รัชต์ธร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการฉีดสารนั้นจะสามารถเติมได้เรื่อยๆเพราะแต่ละคนรูปหน้าไม่เท่ากัน แต่ไม่ควรเติมเพราะความวิตกกังวล หรือความคาดหวังเพราะจะทำให้เกิดการเสพติดศัลยกรรม ควรเติมเพราะมีปัญหาจริงๆ ส่วนคุณหมอก็ควรมีจริยธรรม หากยังไม่ถึงเวลาเติม ก็ควรให้คำเตือน หรืออาจจะเพิ่มคำชมว่าสวยอยู่แล้ว ยังสวยอยู่ไม่ต้องเติม เพื่อลดความวิตกกังวลและความคาดหวังแก่ผู้ป่วย อย่างไรก็ตามในการฉีดก็ไม่ควรฉีดให้แก่ผู้ป่วยที่มีโรคเลือดออกง่าย ผู้ที่มีแผลอักเสบบริเวณที่จะฉีดเพราะเชื้อโรคอาจจะเข้าไปได้ หญิงตัวครรภ์ คุณแม่ให้นมบุตร หรือในกรณีผู้ป่วยที่แพ้ยาก็ต้องแจ้งเพื่อหลีกเลี่ยงใช้ชนิดที่ไม่ผสมยาชา เพราะผู้ป่วยอาจจะแพ้และบางคนอาจแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลันอาจจะช็อคได้ ซึ่งในไทยพบได้ประมาณปีละ 5-6 ราย

อ.พญ.มาริษา พงษ์พฤฒิพันธ์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทผิวหนังฯ กล่าวว่า เนื่องจากสารฟิลเลอร์ทำจากแบคทีเรียที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ร่างกายของแต่ละคนมีการตอบสนองไม่เท่ากัน ในการใช้แต่ละครั้งแพทย์จึงต้องคำนึงถึงขนาดการใช้และบางคนอาจจะมีความย่นลึกตื้นไม่เท่ากัน หากใช้ผิดหรือฉีดผิดวิธีอาจจะมีการจับเป็นก้อน ซึ่งหากอาการไม่รุนแรง คอลลาเจนรอบๆจะสลายไปได้เอง หรือมีแค่อาการบวมแดง แต่หากอาการรุนแรงจะมีการจับตัวเป็นก้อนต้องใช้ยาสลาย ซึ่งหากเห็นทันทีคุณหมอต้อรีบฉีดยาสลายภายใน 4 ชั่วโมง ป้องกันเนื้อตาย และบางครั้งจะมีการแพ้ภายหลัง 6 เดือน เนื่องจากร่างหายไม่ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม ก็ต้องใช้วิธีฉีดยาสลาย

นอกจากนี้บริเวณที่ไม่แนะนำให้ฉีดเลยคือ จมูก บริเวณระหว่างหน้าผาก และร่องแก้ม เพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะเส้นเลือดอาจมีการกระจายตัวทำให้สารไหลเข้าไปในสมองหรือดวงตา ทำให้ตาบอดและสมองขาดเลือด ทั้งนี้แม้ว่าในแต่ละปีทั่วโลกมีคนฉีดเป็นล้านๆแต่พบเพียง ประมาณ 40 คนเท่านั้น เป็นเพราะเส้นเลือดมีความหลากหลายและเล็กมาก แต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรป้องกันไว้ก่อน นอกจากนี้หากมีการผ่าตัดบริเวณอื่นเช่นดูดไขมันที่ท้องก็ยังไม่ควรฉีดเพราะเคยเจอกรณี ที่ทำร่วมกันเชื้อโรคเข้าจากแผลที่ท้องไปยังฟิลเลอร์ที่หน้ากระจายไปทั้งตัว ให้น้ำเกลือทุกวันหนองก็ยังไหล รักษายากมากใช้เวลานานคล้ายกับวัณโรค

“หลังจากฉีดแล้วเนื่องจากเข็มจิ้มที่เนื้อภายนอกจะมีความช้ำบ้างแต่จะหายได้เองใน 7-10 วัน และเป็นไปได้ว่าจะทำให้เชื้อโรคต่างๆเข้าไปได้ง่าย 3-6 ชั่วโมงแรกไม่ควรล้างหน้า เพราะแผลยังไม่ปิดเชื้อโรคที่รักษายากมักอยู่ในท่อประปา ภายใน 1 อาทิตย์ ไม่ควรโดนความร้อนจากภายใน เช่น ความร้อนจากเลเซอร์ต่างๆ เพราะปกติฟิลเลอร์อยู่ได้ 6เดือน หรือ1 ปี แล้วแต่โมเลกุล หากโดนความร้อนอาจจะทำให้ฟีลเลอร์สลายตัวไวกว่ากำหนด แต่โดนแดดได้เพราะเนความร้อนที่สัมผัสภายนอก และไม่ควรกด ถูก นวด เพราะจะทำให้ฟีลเลอร์เปลี่ยนจนทำหน้าเบี้ยวได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดในเรื่องมาตรฐานหมอที่สามารถฉีดได้ ขณะนี้แพทย์ทุกคนสามารถฉีดได้ คาดว่าอนาคตน่าจะมีการกำหนด แต่แพทย์ก็จะมีการสอนวิธีการฉีดในโรงเรียนแพทย์อยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ทุกจุด หากจุดยากๆก็อาจต้องมีการเรียนเพิ่ม ทำให้แพทย์บางกลุ่มก็ยังไม่กล้าฉีดด้วยซ้ำ ทั้งนี้ในเรื่องอายุนั้นไม่กำหนดที่ชัดเจนว่าควรฉีดที่อายุใด แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยฉีดให้กับเด็กที่ต่ำกว่า 18 ปี” อ.พญ.มาริษา กล่าว

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ