สหภาพแรงงาน รฟท. ชี้ขาดแคลนบุคลากรหนัก อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ

กองบรรณาธิการ TCIJ 5 ต.ค. 2560

สหภาพแรงงาน รฟท. ชี้ขาดแคลนบุคลากรหนัก อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยระบุปัญหาใหญ่ในองค์กร ขาดแคลนบุคลากรหนัก อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ มีปัญหาความปลอดภัย ขณะที่การลงทุนพัฒนาระบบรางหลากหลายรูปแบบนับล้านล้านบาทอาจไม่มีคนปฏิบัติงาน ที่มาภาพประกอบ: เพจพนักงานรถจักรการรถไฟแห่งประเทศไทย

สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่า นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัญหาใหญ่ ที่เกิดขึ้นในองค์กรการรถไฟแห่งประเทศไทยขนาดนี้ และทางสหภาพฯ เห็นว่ารัฐบาล และกระทรวงคมนาคมต้องรีบยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาโดยด่วน เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของพนักงานรถไฟตกต่ำแล้ว ยังอาจเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในด้านการเดินรถ เกิดอันตรายต่อผู้โดยสารได้

โดยขณะนี้แม้ว่าสหภาพฯ จะพิจารณาเห็นว่า รัฐบาลปัจจุบัน มีความตั้งใจที่จะเข้ามาปฏิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างจริงจังมากกว่ายุคอื่นๆ มีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่มีความเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศระยะ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2565 รัฐบาลได้มีการเน้นการลงทุนให้เกิดโครงการรถไฟทางคู่ใหม่ระยะแรกถึง 10 เส้นทาง ระยะสองอีก 12 เส้นทาง และขณะนี้ก็เริ่มก่อสร้างไปแล้ว 2 เส้นทาง กำลังประมูลจัดซื้อจัดจ้างอีก 5 เส้นทาง การเร่งรัดรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินหรือแอร์พอร์ตลิงค์ ตลอดจนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เชื่อมประเทศที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ แต่โครงการเหล่านี้จะใช้บุคลากรจากไหนหากไม่เร่งสร้างในวันนี้

“ปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น คือ แผนในการพัฒนาบุคลากร หรือคนเพื่อมาทำงานรองรับระบบราง ที่ลงทุนมูลค่านับล้านล้านบาทกลับไม่มีความชัดเจนท่ามกลางปัญหาปัจจุบันที่ รฟท. มีปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ส่งผลกระทบเกิดปัญหาตามมา ทุกวันนี้นายสถานีหลายคนต้องปฏิบัติงาน ควงกะตลอดวันตลอดคืน ทำหน้าที่ทุกอย่างในสถานี ตั้งแต่ขายตั๋ว ยันล้างห้องน้ำ แค่นี้ก็หมดเวลาไปวันๆ แล้ว ไม่ต้องคิดกันมากเลยว่า หากรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง สร้างเสร็จจะ จะเอาคนที่ไหนมาทำงาน” นายสาวิทย์กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลอัตรากำลังของการรถไฟแห่งประเทศไทย ปัจจุบันตามแผนงาน การรถไฟฯ มีความต้องการบุคลากรเพื่อปฏิบัติงานด้านต่างๆ ที่ 15,000 คน แต่ในความเป็นจริงกลับเหลือพนักงานปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 11,000 คน เท่ากับว่าขาดแคลนอยู่เกือบ 4,000 คน และในแผนอีก 4 ปีข้างหน้า หากการลงทุนสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูงสำเร็จ จะต้องการบุคลากรเพิ่มเป็น 30,000 คน จำเป็นต้องสรรหาอัตรากำลังเพิ่มอีก 20,000 คน ซึ่งโครงการสำคัญเหล่านี้เหลือเวลาในการก่อสร้างสามถึงสี่ปีก็จะต้องเริ่มเปิดให้บริการแล้ว

โดยต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา ณ วันนี้ เกิดจากมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่กำหนดให้การรถไฟฯ สามารถรับพนักงานใหม่เพิ่มได้ 5% ของพนักงานที่เกษียณอายุราชการออกไปเพื่อเป็นการลดปัญหาการขาดทุน แต่ถึงวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีการนี้ไม่ได้ทำสถานะของการรถไฟฯ และการให้บริการดีขึ้น ทำให้ทุกวันนี้ การรถไฟฯ ต้องทนรับสภาพ เพราะเมื่อพนักงานประจำรับใหม่ไม่ได้ ลูกจ้างก็จ้างเพิ่มไม่ได้ รวมถึงบุคลากรที่การรถไฟฯ ผลิตขึ้นมาเอง อย่างนักเรียนวิศวกรรมรถไฟ มติ ครม.ดังกล่าวด้วย ส่งผลนักศึกษาที่เรียนจบจากโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ในปี 2560 และพร้อมเข้ามาปฏิบัติงานเพิ่มได้ จำนวน 176 คน แต่กลับไม่สามารถดึงบุคลากรคนรุ่นใหม่เหล่านี้เข้ามาปฏิบัติงานได้ สุดท้ายต้องแยกย้ายกันกลับบ้านตามภูมิลำเนาของตัวเอง จึงถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เรื่องนี้จึงต้องจับตาต่อไปว่ารัฐบาลจะดำเนินการคลี่คลายปัญหาดังกล่าวอย่างไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ