สนพ.ยอมรับหลายแผนด้านพลังงานพลาดเป้า ส่อปรับแผน PDP

20 ธ.ค. 2559 | อ่านแล้ว 613 ครั้ง

	สนพ.ยอมรับหลายแผนด้านพลังงานพลาดเป้า ส่อปรับแผน PDP

แผนพลังงานพลาดเป้า สนพ.เกาะติดสถานการณ์ ส่ออาจต้องปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ใหม่ โดยเฉพาะแผนก๊าซธรรมชาติที่กระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินชะลอ ส่งผลต่อยอดใช้ก๊าซสูงกว่าเป้าหมาย ที่มาภาพประกอบ: eretmari (CC0)

เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ รายงานเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมาว่านายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  สนพ.ได้มีการประเมินนโยบาย แผน และมาตรการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในช่วงปี 2556-59 ซึ่งพบว่าแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) ที่มีเป้าหมายกระจายเชื้อเพลิงและลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟลงไม่เป็นไปตามเป้าโดยในเดือน ก.ค.59 ใช้ก๊าซฯอยู่ที่ 64% ซึ่งสูงกว่าเป้าตั้งไว้ 59% เนื่องจากก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินล่าช้าจากแผนที่กำหนดไว้

ส่งผลกระทบต่อแผนบริการจัดการก๊าซฯ (GAS PLAN) ทำให้มีการปรับแผนในส่วนนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะมติ กพช.เมื่อ 8 ธ.ค.ที่ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น นอกจากนี้แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ปี 2559 มีเป้าหมาย 1,892 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบพบว่าผลประหยัด (ไม่รวมภาคขนส่ง) ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายโดยเดือน พ.ค.59 อยู่ที่ 636 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบจาก 833 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ เนื่องจากหลายโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ รวมกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาลง

นายทวารัฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนจะปรับแผน PDP ได้ในช่วงใดนั้นยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดยังไม่สามารถตอบหรือระบุได้ว่าจะต้องปรับแผนหรือไม่อย่างไร แต่หากที่สุดจะต้องปรับแผนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้วขณะนี้ สนพ.กำลังเตรียมแผนรองรับไว้แล้วเพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณสำรองไฟฟ้า คือ 1) การขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าเก่า 2) การจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ซึ่งอาจจะให้การไฟฟ้าฝ่ายฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการเองแทนหรืออาจจะต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาผลิตแทนทั้งรูปแบบโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) และรายใหญ่ (IPP) 3) การซื้อไฟจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากแผน PDP เดิม กำหนดไว้ 20% สามารถเพิ่มได้ไม่เกิน 25% 4) เพิ่มปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และ 5) จัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานให้เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2560 ว่า เฉลี่ยจะอยู่ในกรอบประมาณ 42-52 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลโดยเฉลี่ยจะสูงขึ้นจากปี 2559 เล็กน้อยส่งผลให้ราคาขายปลีกของไทยมีทิศทางที่จะไม่ต่างจากระดับราคาปัจจุบันมากนัก

ในขณะที่ค่าไฟฟ้าและราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ต้นทุนจะขยับขึ้นเพราะราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6-12 เดือนซึ่งที่ผ่านมาราคาน้ำมับดิบดูไบต้นปี อยู่ประมาณกว่า 30.07 เหรียญฯต่อบาร์เรล ในขณะนี้ก็ขึ้นมาอยู่ที่กว่า 50 เหรียญฯต่อบาร์เรล ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ราคาเอ็นจีวี เดือนธันวาคมได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 12.54 บาทต่อ กก.

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ