วัดไทยแอลเอร้าวหนักถึงขั้นยกวัดให้คนนอก

14 มี.ค. 2558 | อ่านแล้ว 2179 ครั้ง


	วัดไทยแอลเอร้าวหนักถึงขั้นยกวัดให้คนนอก

เว็บไซต์สยามทาวน์ยูเอสเผย ยืนยันยกวัดไทย แอลเอ ให้วัดโพธิ์ฯ ไม่มีผลในเชิงกฎหมาย เพราะวัดไทย เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรที่จดทะเบียนถูกต้องในแคลิฟอร์เนีย ดังนั้น เจ้าอาวาสเพียงคนเดียว จึงไม่สามารถยกวัดให้ใครตามอำเภอใจได้ แต่หวั่นรอยร้าวในวัดจะขยาย กระทบต่อ "ศรัทธา" ของพุทธศาสนิกชนมากขึ้น 

14 มี.ค. 2558 เว็บไซต์สยามทาวน์ยูเอสรายงานว่าสืบเนื่องจากกรณีที่ นายไพสันติ์ พรหมน้อย อดีตเจ้าของหนังสือพิมพ์ดิ เอเชี่ยน แปซิฟิก นิวส์ ซึ่งปัจจุบันได้พักอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย ได้ส่งข่าวถึงสื่อมวลชนทุกฉบับในลอส แอนเจลิส ว่า ระหว่างการประชุมประจำปีของคณะกรรมการอำนวยการ (บอร์ด) ของวัดไทย ลอส แอนเจลิส เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ณ กุฏิหลวงเตี่ย พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ท่าเตียน) นั้น พระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทย แอลเอ ได้นำสำเนาจดหมายสองฉบับ มามอบให้บอร์ดของวัดไทยฯ 

โดยฉบับแรกเป็นหนังสือของวัดไทย ลอส แอนเจลิส ลงวันที่ 7 มีนาคม 2014 ซึ่ง พระเทพมงคลวิเทศ ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชธรรมวิเทศ มีถึง พระธรรมปัญญาบดี  เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนในขณะนั้น (ต่อมาพระธรรมปัญญาบดีถึงแก่มรณภาพ) เสนอให้วัดพระเชตุพน รับวัดไทย ลอส แอนเจลิส เป็นสาขา โดยระบุชัดเจนว่า “โดยให้มีการมอบหมายพระราชาคณะจากวัดพระเชตุพน เป็นกรรมการบอร์ดวัดไทยฯ เป็นการสำรองสลับเปลี่ยนโดยวาระ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประเทศและองค์กร”

ส่วนฉบับที่สอง เป็นหนังสือตอบรับของวัดพระเชตุพนฯ ลงนามเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 โดยพระราชวชิราภรณ์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน แจ้งว่าคณะกรรมการบริหารวัดพระเชตุพน มีมติเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 “เห็นชอบ” ให้วัดไทย ลอส แองเจลิส เป็นสาขาของวัดพระเชตุพนฯ

นายไพสันติ์ พรหมน้อย ระบุว่า จดหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการอำนวยการฯ ซึ่งประกอบด้วย นายชวพจน์ ถุงสุวรรณ, นายสุรพงษ์ ชิโนทัยกุล, นายอุไร เรือนพรหม, นายเกริกชัย ซอโสตถิกุล, นายเกียรติ ประชาศรัยสรเดช, นายสง่า นาดี และนายพัลลภ บัวสุวรรณ ถึงกับอึ้ง เพราะไม่เคยทราบระแคะระคายมาก่อนว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาส จะทำการโดยพลการเช่นนี้ เป็นเหตุให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง และในที่สุด ก็ได้มีการลงมติ 7-0 ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของหลวงพ่อเจ้าอาวาส

นายไพสันติ์ พรหมน้อย อ้างคำกล่าวของกรรมการบริหารท่านหนึ่งว่า วัดไทย แอลเอ เติบโตขึ้นมาได้ด้วยแรงศรัทธาของชาวไทยพุทธที่ตั้งมั่นอยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยคณะสงฆ์จากประเทศไทยได้มอบหมายให้พระเถรานุเถระมาร่วมบุกเบิก จนเจริญก้าวหน้าตามลำดับ ประกอบกับการนำของ ”หลวงเตี่ย” พระธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดไทย รูปที่สาม ได้ทำให้วัดไทยแอลเอ เจริญรุดหน้ามาจนกระทั่งปัจจุบัน

“เมื่อวัดไทยฯ มีปัญหาทางกฎหมายหลายครั้ง หลวงเตี่ย ก็เป็นแกนนำในการต่อสู้ โดยไม่เคยที่จะคิดยกวัดไทยแอลเอ ไปเป็นสาขาของวัดโพธิ์ หรือของวัดใดๆ แม้ว่าจะพัฒนากันมาด้วยความยากลำบากก็ผ่านพ้นมาด้วยดีโดยตลอด ทั้งๆ ที่หลวงเตี่ยเป็นศิษย์ก้นกุฎิของวัดโพธิ์ ทำหน้าที่เลขานุการของสมเด็จป๋า (สมเด็จพระสังฆราชจากวัดโพธิ์) มาก่อน แล้วหลวงพ่อมาสานต่อกิจการของหลวงเตี่ย ไฉนจึงคิดได้แค่นี้” กรรมการบริหารของวัดไทยฯ รายหนึ่งกล่าว

นายไพสันติ์ พรหมน้อย ระบุโดยอ้างความเห็นของ “แหล่งข่าว” ต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น คณะกรรมการบริหารวัดไทยฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่ยอมรับ และว่าเป็นเรื่องที่ พระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทย แอลเอ จะต้องแก้ไขปัญหากับวัดพระเชตุพนฯ เอง รวมถึงเชื่อว่าคนไทยในลอส แอนเจลิส คงไม่พอใจเมื่อทราบข่าวนี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ดูแลและพัฒนาวัดไทยมาแต่แรก โดยที่วัดโพธิ์ ไม่ได้มอบปัจจัยใดๆ มาร่วม

ทั้งนี้ หลังจากที่ข่าวนี้ได้เผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในชุมชนไทยอย่างกว้างขวาง โดยแหล่งข่าวในวัดไทยฯ ที่ขอสงวนนามสองคน แสดงความเห็นกับสยามทาวน์ยูเอส คล้ายกันว่า การยกวัดไทย แอลเอ ให้อยู่ในความดูแลของวัดพระเชตุพนฯ ดังกล่าว มีสาเหตุมาจากความไม่พอใจของ “หลวงพ่อใหญ่” เจ้าอาวาส ต่อคณะกรรมการบริหารวัดฯ ที่มีความเห็นไม่ตรงกันอยู่หลายครั้ง 

“หลังๆ นี่ก็เรื่องตั้งศูนย์วัฒนธรรมตรงที่ดินข้างๆ วัด แล้วก็เรื่องที่ท่านจะเปิดตลาดอาหารใหม่ บอร์ดเขาก็บอกว่ามันไม่ง่ายแบบนั้น ท่านตั้งทีม มอบหน้าหน้าที่เสร็จหมดแล้ว จะเปิดให้ได้ บอกว่าถ้ามีปัญหาก็ค่อยๆ แก้ไป อะไรแบบนั้น พอทำไม่ได้อย่างใจ ท่านก็เลยบอกให้วัดโพธิ์ส่งบอร์ดชุดใหม่มาบริหารวัดไทยซะเลย... คงคิดว่าทำได้ง่ายๆ แบบนั้น เพราะบอร์ดวัดไทยฯ เขาอยู่กันแบบถาวร ทำไมไม่รู้เหมือนกัน” แหล่งข่าวบอก

แหล่งข่าวในวัดไทยฯ กล่าวด้วยว่า ตนไม่เชื่อว่าข้อตกลงของวัดไทยกับวัดพระเชตุพนฯ จะส่งผลอะไรกับวัดไทยฯ ในแง่กฎหมาย แต่ที่น่าห่วงก็คือ สถานการณ์ความขัดแย้ง หรือความตึงเครียดภายในวัดไทยฯ จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และจะมีผลกระทบกับศรัทธาของประชาชน

“ยอมรับนะคะว่าทุกวันนี้ วัดไทยไม่คึกคักเหมือนตะก่อนแล้ว จัดงานอะไรคนก็น้อย คนที่เคยมาวัดไทยบางคนเขาไปโน้น.. วัดป่าฯ วัดสุทธาวาส ถ้ามีงานพร้อมกันนี้ เสร็จวัดป่าหมด ขับรถไกลเขาก็ยอม แล้วนี่วัดไทยฯ กำลังจะมีงานใหญ่ (เป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา) ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไง” 

ดร.วัชระ เรียงจารุสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและการจดทะเบียนองค์กรของรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า วัดไทยฯ เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียมาตั้งแต่ปี 1971 ดังนั้นการตัดสินใจทำการใดๆ ของเจ้าอาสเพียงคนเดียว โดยไม่ผ่านที่ประชุมของคณะกรรมการบริหาร จึงถือว่าไม่มีผลในเชิงกฎหมาย

“อีกอย่าง กฎหมายไม่อนุญาตให้ยกองค์กรแบบนี้ (องค์กรแบบไม่หวังผลกำไร) ให้ใครง่ายๆ ต่อให้บอร์ดเห็นชอบก็ตาม ทำได้ในกรณีเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรเหมือนกัน ทำงานในลักษณะเดียวกัน และอยู่ในอเมริกาเท่านั้น จะยกให้องค์กรต่างประเทศไม่ได้แน่นอน” ดร.วัชระ เรียงจารุสมบูรณ์ กล่าว

ด้านพระครูสิริกิตติญาณวิเทศ (พระมหาบุญเริ่ม กิตติญาโณ) พระเถระประจำวัดไทย ลอส แอนเจลิส กล่าวกับสยามทาวน์ฯ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ตนเองก็ไม่ทราบเหตุผลของหลวงพ่อเจ้าอาวาส ในการยกวัดไทย แอลเอ ให้เป็นสาขาของวัดพระเชตุพนฯ เช่นกัน

“นึกๆ ดู อาตมาจำได้ว่าท่านก็เคยประกาศในที่ประชุมสงฆ์เมื่อปีที่แล้ว อาตมาก็จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ น่าจะสักกลางๆ ปีที่แล้วนะ ว่าท่านจะขอให้วัดโพธิ์รับวัดเราไปเป็นสาขา เราก็ฟังแล้วก็ผ่านไป โดยไม่ทันคิดอะไร...​คือท่านก็ไม่ได้บอกเหตุผลอะไรนะ แต่อาตมาคิดเองว่าน่าจะคล้ายๆ กับการพึ่งพากันของวัดในเมืองไทย วัดเล็กๆ ก็ไปอิงอยู่กับวัดใหญ่ อย่างเวลาท่านหมดหน้าที่ ทางวัดโพธิ์จะส่งพระผู้ใหญ่มาแทน อะไรแบบนั้น คงไม่ถึงขั้นว่าจะได้เงินมาทำศูนย์วัฒนธรรมฯ คงไม่ใช่เรื่องนั้น”

ถามถึงความขัดแย้งระหว่างเจ้าอาวาสกับคณะกรรมการบริหารวัดไทย แอลเอ พระครูสิริกิตติญาณวิเทศ กล่าวว่าก็มีบ้าง แต่หากได้มีการพูดคุยปรึกษากันก่อน ปัญหาคงไม่ลุกลามถึงขั้นนี้

“อาตมาเชื่อนะว่ามันคุยกันได้ เพราะอย่างที่โยมบอก มันไม่มีผลอะไรในเชิงกฎหมายแน่ๆ ดังนั้นถ้าได้คุยกัน ทำความเข้าใจกันก็น่าจะดี”

ด้าน นายสุรพล เมฆพงษ์สาธร เปิดเผยกับสยามทาวน์ยูเอส ว่าตนเองไม่ได้เข้าร่วมประชุมประจำปีกับคณะกรรมการอำนวยการท่านอื่นๆ ในวันดังกล่าว ทั้งนี้เพราะตนได้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารวัดไทยฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา และยอมรับว่าสาเหตุที่ตัดสินใจลาออกจากการเป็นบอร์ดของวัดไทยฯ เพราะมีปัญหาขัดแย้งเรื่องการทำงานกับเจ้าอาวาสวัดไทยฯ 

“วันที่เกิดเรื่อง บอร์ดเขาก็โทรมาบอกผม คือบอร์ดเขาเซอร์ไพรซ์กันมาก มาถึงหลวงพ่อก็ยื่นจดหมายให้ดูเลย แล้วทำมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปีที่แล้ว คือทำมานานแล้ว แล้วทางวัดโพธิ์ก็ตอบรับอีกสามเดือนต่อมา บอร์ดเขาไม่ทราบมาก่อน ก็เซอร์ไพรซ์กันมาก”

อดีตรองประธานกรรมการบริหารวัดไทยฯ เล่าต่อไปว่า คณะกรรมการบริหารวัดไทยฯ​ ทุกคนตะลึงกันหมด และเมื่อถามถึงเหตุผลในการตัดสินใจโดยพลการเช่นนั้น ได้รับคำตอบจาก พระเทพมงคลวิเทศ ว่า ท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านคิดว่ามีสิทธิ์ทำได้

“ท่านยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกคนตะลึงกันหมด ที่ประชุมก็ถามนะว่าทำเพื่ออะไร ท่านบอกว่าท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านคิดว่ามีสิทธิ์ทำได้ทุกอย่าง บอร์ดทุกคนบอกเลยว่าไม่เห็นด้วย เพราะวัดนี้ ได้ที่ดินมาจากครอบครัว ซอโสถิกุล มันเป็นสมบัติของคนแอลเอ ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง ทำไมเราต้องไปพึ่งวัดอื่น เราเป็นวัดไทยแห่งแรกในอเมริกา ก็ทำกันมาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย บริจาคกันมา คนละเล็กคนละน้อย วัดโพธิ์ก็ไม่เคยมาช่วยอะไรเราเลย เราช่วยตัวเองมาตลอด... ยอมรับว่างงมากว่าท่านคิดอะไร หรือจะคิดแบบวัดชิโน่ฮิลล์ แต่นั่นเขาเป็นหนี้เป็นสิน วัดไทยเราไม่มีปัญหาอะไรแบบนั้น...หรือเรื่องที่ดินข้างวัด ไม่รู้นะ จะเอาเงินมาเปย์อ๊อฟตรงนี้หรือเปล่า”

ถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาวาสวัดไทย ลอส แอนเจลิส กับคณะกรรมการบริหารวัดไทย ต่อไปจะเป็นเช่นไร นายสุรพล เมฆพงศ์สาธร กล่าวว่าหากได้คุยกัน ก็น่าจะหาจุดจบได้

“คงไม่มีปัญหานะ พวกเราก็คนดี ถ้าท่านยอมรับว่าสิ่งที่ทำมันพลาดไป ก็น่าจะจบไป ผมว่านะ เราให้อภัยกัน เป็นพระเป็นเจ้า บอร์ดคงไมมีอะไรที่จะติดค้างกันไป”

อย่างไรก็ตาม นายสุรพล เมฆพงศ์สาธร กล่าวด้วยว่า หลวงพ่อเจ้าอาวาส จะเดินทางกลับถึงวัดไทย ลอส แอนเจลิส วันที่ 15 มีนาคม ควรที่สื่อมวลชนจะไปสัมภาษณ์ท่านในเรื่องนี้ด้วย และว่าหลังจากที่คณะกรรมการบริหารท่านอื่นๆ ทะยอยกลับมาถึงลอส แอนเจลิส แล้ว ก็คงจะนัดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนอีกรอบ เพื่อให้กระแสข่าวออกมาในเชิงสร้างสรรค์ และเป็นจริงที่สุด

ทั้งนี้ วัดไทย ลอส แอนเจลิส เป็นวันไทยแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1971 หลังจากนายพูนศักดิ์ ซอโสถิกุล ได้ถวายบ้านพร้อมที่ดินในเมืองเซพูลวีด้า ใกล้สนามบินแวนนายส์ ให้กับพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย (ชอบอนุจารี) วัดราษฎร์บำรุง โดยได้จดทะเบียนเป็น ”ศูนย์พุทธศาสนาฝ่าย เถรวาท” (Theravada Buddhist Center Inc.) เป็นองค์กรการกุศลที่ไม่หวังผลกำไร เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 1971 ต่อมาได้มีการย้ายวัดมายังสถานที่ปัจจุบัน และเปลี่ยนชื่อจดทะเบียนเป็น Wat Thai of Los Angeles, A California Nonprofit Religious Corporation ทะเบียนหมายเลข C0641790

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัต ปุณณสิริมหาเถระ ทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถศาลาของวัดไทยฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 1972 ถือว่าอุโบสถของวัดในพุทธศาสนาแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา โดยใช้เงินก่อสร้างกว่า 534,188  ดอลลาร์ ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากการบริจาคของชาวไทย ทั้งในสหรัฐฯ และประเทศไทย 

วัดไทย ลอส แอนเจลิส มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 4 รูป คือ พระครูปริยัติภาวนานิเทศก์ (2515-2517), พระมงคลเทพมุนี (2518-2520), พระธรรมราชานุวัตร (2521-2530) และพระเทพมงคลวิเทศ (2531-ปัจจุบัน) และตลอดเวลาที่ผ่านมา วัดไทยลอส แอนเจลิส ได้เป็นศูนย์กลางของชุมชนไทยในเมืองลอส แอนเจลิส และใกล้เคียงตลอดมา เป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีต่างๆ รวมถึงพิธีมงคลสมรส พิธีศพ ฯลฯ เป็นโรงเรียนที่อบรมสั่งสอนเยาวชนไทยให้รู้จักขนบธรรมเนียมไทย ภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย รวมถึงเป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญที่เดินทางมาเยือนชุมชนไทย เช่น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จมาเมื่อปี 1973 หรือนักการเมืองระดับสูงของไทย เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์, พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์, นายชวน หลีกภัย, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้น นอกจากนี้ วัดไทยลอส แอนเจลิส ยังเคยใชเป็นสถานที่รับเสด็จสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วาสนามหาเถระ วัดราชบพิตร ถึง 5 ครั้งอีกด้วย

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์

www.facebook.com/tcijthai

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ