‘จรัส’ชี้ไทยติดกับศูนย์รวม แนะคสช.'กระจายอำนาจ'

รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด ศูนย์ข่าว TCIJ 25 มิ.ย. 2557 | อ่านแล้ว 624 ครั้ง

กว่า 112 ปี นับแต่การควบรวมอำนาจครั้งใหญ่ พ.ศ.2435 สมัยรัชกาลที่ 5 ระบบราชการและการรวมศูนย์อำนาจถูกวางรากฐานอย่างแข็งแกร่ง นักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างพากันวิ่งเข้าสู่ส่วนกลางเพื่อช่วงชิงตำแหน่งเหนืออำนาจเหล่านั้น และใช้มันเป็นสะพานเชื่อมผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐไทยกำลังติดกับดักรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งที่ผ่านมากลายเป็นขุมทรัพย์ทางการเมืองดึงดูดนักการเมืองให้เข้ามาแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์จากส่วนกลาง ผ่านการคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่าง ๆ การปฎิรูประบบราชการและการกระจายอำนาจเป็นเรื่องแรกที่ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จขณะนี้ควรทำ

มูลนิธิ Insight Foundation โดยศูนย์วิจัยข้อมูลการเมืองไทย ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดิชเนามัน จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ยกเครื่องประเทศไทย โจทย์ใหญ่ปฏิรูปประเทศ” ขึ้น โดยในงานเสวนา ศ.ดร.จรัส มุ่งประเด็นไปที่ การปฏิรูประบบราชการและกระจายอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยกล่าวว่า รัฐไทยปัจจุบันติดอยู่ในกับดักของการเป็นรัฐรวมศูนย์มานาน ใช้อำนาจส่วนกลางในการปกครองและบริหารประเทศจนไม่กล้าใช้วิธีการอื่นเช่น การกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคหรือท้องถิ่นแบบสมบูรณ์ในลักษณะจังหวัดจัดการตนเอง ระบบราชการที่ดำรงอยู่นั้น เป็นเพียงแต่กระจายอำนาจในรูปแบบของการสั่งการผ่านงบประมาณรายจ่ายและเงินอุดหนุนประจำจังหวัด ซึ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาพร้อมกับการกับกับดูแลโดยเบ็ดเสร็จจากส่วนกลาง

ศ.ดร.จรัส ชี้ให้เห็นถึงผลที่ตามของการปกครองแบบรวมศูนย์มานานของรัฐไทยว่า ได้สร้างความพยายามเข้ามาแสงหาอำนาจจากส่วนกลางของนักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ในรูปแบบของการลุงทุนผ่านระบบการเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งในการเมืองส่วนกลางและเป็นสะพานเข้าไปสู่การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า การเมืองส่วนกลางนั้นไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง ทว่ายังอุดมไปด้วยทรัพยากรมาหาศาลที่เอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าหากกล่าวถึงการกระจายอาจในรูปแบบของ “เขตปกครองตนเองหรือ เขตปกครองพิเศษ” ดร.จรัส แน่ใจว่าต้องเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในหมู่ข้าราชการโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง เพราะหมายถึงการไปรบกวนระบบ อีกทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงกระแสเรียกร้องจังหวัดจัดการตนเองของภาคประชาชนที่ถูกมองภาพเหมารวมกับฝั่งต่าง ๆ ทางการเมือง นั้นสร้างความหวาดกลัวให้กับฝ่ายความมั่งคงและกลุ่มเจ้าของอำนาจเดิม

            “กระแสความคิดเรื่องการกระจายอำนาจไม่ใช่ของใหม่ เคยถูกยกขึ้นมาพูดตั้งแต่ พ.ศ.2499 แต่กลับถูกกระแสการเมืองล้มกระดานไป เพราะกลุ่มการเมืองและข้าราชการที่กุมอำนาจในส่วนกลางไม่ยอม แม้ว่าต่อมาเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังไม่ปรากฎว่ามีรัฐบาลใดสามารถทำเรื่องการกระจายอำนาจได้สำเร็จ สาเหตุหนึ่งนั้นเพราะนักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์กลัวว่าจะเสียอำนาจส่วนกลางที่ตนมีอยู่ไป” ดร.จรัสกล่าว

นอกจากนี้ ดร.จรัสยังแน่ใจว่า ประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจนั้นไม่มีเรื่องของ “การเมืองเสื้อสี” เข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุเพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งประเทศในทุกระดับ อีกทั้งยังเชื่อว่าสีเสื้อนั้นเกิดจากความเห็นต่างกันในบางประเด็น ซึ่งอยู่กับว่าใครจะมีมุมมองต่อประเด็นเหล่านั้นแบบใด หากจะมีคู่ขัดแย้งตนเห็นว่าจะมีแต่ “สีกากี” หรือระบบราชการที่ต้องถกเถียงด้วย เพราะเราไปรบกวนระบบที่เขาถือครองอำนาจมานาน

ทั้งนี้ ดร.จรัสฝากถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือว่า เรื่องปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอำนาจ ควรเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนบรรจุเข้าสภานิติบัญญัติ เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติต้องอาศัยระยะเวลาอย่างมากในการดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องการกระจายอำนาจไม่เคยทำได้จริงผ่านกระบวนการดังกล่าว

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์

www.facebook.com/tcijthai

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ