เตือนอย่าเสี่ยงย้ายฐานผลิตไปเพื่อนบ้าน ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย-กฎหมายไม่นิ่ง-ขาดข้อมูล

13 มี.ค. 2557

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงภาพรวมของการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ  อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนังไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศเมียนมาร์และเวียดนามว่า สาเหตุหลักของการย้ายฐานการผลิตมีด้วยกัน 3 ประการ ประการแรกค่าจ้างแรงงานสูง และแรงงานตึงตัว กล่าวคือผู้ประกอบการหาแรงงานยากมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล บวกกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านประการที่สอง ลูกค้า (Buyers) เรียกร้องให้ผู้ประกอบการย้ายหรือขยายฐานไปประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และประการสุดท้าย ประเทศเพื่อนบ้านได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences) หรือ GSP จากตลาดสำคัญ ๆ ขณะที่ ประเทศไทยถูกตัดสิทธิ GSP เพิ่มเติมทั้งจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ที่ผ่านมาผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อต่างประเทศรายใหญ่ มีโอกาสที่จะย้ายหรือขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า SMEs เนื่องจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีเงินทุนสูงกว่าและความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า SMEs

ขอบคุณภาพจาก http://www.rsunews.net/

เผยเมียนมาร์ค่าแรงต่ำสุด ย้ำระวังกฎหมายช่วงปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นนั้น ต้นทุนโดยรวมของการผลิตหน้าโรงงาน ที่ตั้งในกรุงเทพมหานคร สูงที่สุด รองลงมาคือในโฮจิมินห์ และในย่างกุ้ง โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตหน้าโรงงานในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันคือ ต้นทุนค่าจ้างแรงงาน โดยย่างกุ้งมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ต่ำที่สุด อย่างไรก็ตามข้อควรระวังที่สำคัญคือ ย่างกุ้งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงที่สุดเช่นกัน

แม้การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการ แต่การย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการไทย ต้องระวังความเสี่ยงเรื่อง กฎระเบียบในต่างประเทศที่ยังไม่ชัดเจน และมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ค่อยพัฒนา โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตไปเมียนม่าร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงการเปิดประเทศ และยังได้รับสิทธิพิเศษ GSP จากประเทศคู่ค้าสำคัญ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในระหว่างการปฏิรูปกฎระเบียบต่าง ๆ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเข้าไปตั้งฐานการผลิต หรือลงทุนผู้ประกอบการต้องพิจารณา ว่าบริษัทจะสามารถรับความเสี่ยงดังกล่าวได้หรือไม่

ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/

แนะรัฐหนุนข้อมูลเชิงลึกการลงทุนแก่ผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ดร.เสาวรัจ กล่าวถึงปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ของการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการไทยคือ ยังขาดการสนับสนุนเรื่องข้อมูล และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐของไทย อาทิ การให้ข้อมูลเบื้องต้นและข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับประเทศที่จะไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านแรงงาน สิทธิประโยชน์ทางการค้า สิทธิประโยชน์ทางภาษี ระบบสาธารณูปโภค ข้อมูลเชิงพื้นที่และอุตสาหกรรม และข้อมูลด้านการตลาดของต่างประเทศ ดังนั้นภาครัฐควรเร่งจัดตั้งหน่วยงานบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (one-stop service) เพื่อให้บริการข้อมูลและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และเร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณตะเข็บชายแดน ซึ่งอาจพิจารณาบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น

อย่างไรก็ตามนักวิชาการทีดีอาร์ไอยืนยันว่า การย้ายฐานการผลิตไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนนัก โดยเฉพาะการประสบกับภาวะแรงงานตึงตัวและค่าจ้างสูงขึ้น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการและภาครัฐควรคำนึงถึงมากที่สุดคือ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในลักษณะการบูรณาการที่จะทำให้เกิดความมีประสิทธิภาพในด้านการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการจัดส่งสินค้าหรือบริการจากผู้ผลิตสินค้าถึงผู้ซื้อหรือลูกค้า ตลอดจน การให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากลทั้งในด้านสวัสดิการแรงงานและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น โดยยกระดับผลิตภัณฑ์ และยกระดับสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ การออกแบบ การวิจัยและพัฒนา การกระจายสินค้า การสร้างแบรนด์สินค้า และการทำการตลาด เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

ขอบคุณภาพประกอบภาพใหญ่จาก http://www.prachachat.net/

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์

www.facebook.com/tcijthai

 

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ