ตีแผ่ GDP ไทย สู่การปรับสมดุลเศรษฐกิจ

ดร.ชยงการ ภมรมาศ 8 ส.ค. 2557


สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้เราคงได้ยินหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์ต่างออกมาพยากรณ์กันว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าจะโตกันได้ซักกี่เปอร์เซ็นต์ ผมขอถือโอกาสนี้มาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจไทยกันซักนิดนะครับ เวลาพูดถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งนักเศรษฐศาสตร์มักจะหมายถึงอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือที่นิยมเรียกชื่อย่อภาษาอังกฤษกันว่า GDP (Gross Domestic Product) นั่นเองครับ

หากจะอธิบายความหมายง่ายๆ ของ GDP ก็คือผลรวมของมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศ นักเศรษฐศาสตร์มีวิธีวัด GDP ได้หลายวิธีแต่วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือการวัด GDP ด้านรายจ่าย ซึ่งแบ่ง GDP ออกเป็นสี่องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

1.การใช้จ่ายของครัวเรือน (Consumption: C) หมายถึงการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการของประชาชน เช่น การซื้อเสื้อผ้า อาหาร ยา ตลอดจน การทานข้าว และดูภาพยนตร์

2.การลงทุนของภาคธุรกิจ (Investment: I) หมายถึงรายจ่ายลงทุนของภาคธุรกิจ เช่น การซื้อเครื่องจักรเพื่อขยายกำลังการผลิต

3.การใช้จ่ายของรัฐบาล (Government Expenditure: G) หมายถึงการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล เช่น เงินเดือนข้าราชการ การสร้างถนนหนทาง

4.การส่งออกสินค้าและบริการสุทธิ (Net Export of Good and Services: X-M) หมายถึงส่วนต่างระหว่างยอดการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการของประเทศ โดยหากตัวเลขส่วนนี้ออกมาเป็นบวกหมายความว่าประเทศมีการส่งออกสินค้าและบริการได้มากกว่าที่ต้องนำเข้า และในทางกลับกันหากมีค่าเป็นลบก็หมายความว่าประเทศมีการนำเข้าสินค้าและบริการมากกว่าที่ส่งออกได้

เมื่อนำทั้ง 4 องค์ประกอบข้างต้นมารวมกันก็จะได้ GDP หรือก็คือมูลค่าของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตได้ของประเทศ หากจะมองอีกมุมหนึ่ง GDP สามารถสะท้อนถึงขนาดของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี เวลาที่นักเศรษฐศาสตร์จัดอันดับทางเศรษฐกิจของประเทศในแต่ละปี ว่าประเทศใดมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขนาดไหนก็วัดจาก GDP ตัวนี้ล่ะครับ เมื่อเร็วๆ นี้เราคงได้ทราบข่าวมาแล้วว่า ขนาดของเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศญี่ปุ่นตกจากอันดับ 2 มาเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยถูกประเทศจีนแซงขึ้นไปเป็นอันดับ 2 แทน

เศรษฐกิจของแต่ละประเทศนั้นไม่ได้แตกต่างกันแค่ขนาดของ GDP ว่าเล็กหรือใหญ่เท่านั้น แต่ยังแตกต่างกันที่องค์ประกอบของ GDP ด้วย นั่นคือองค์ประกอบไหนเป็นองค์ประกอบใหญ่สุดของ GDP แต่ละประเทศ เช่น เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะมีการบริโภค (C) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ในขณะที่เศรษฐกิจจีนจะมีการลงทุน (I) เป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุด คำถามที่อยากจะถามท่านผู้อ่านคือ แล้วเศรษฐกิจไทยล่ะครับองค์ประกอบไหนน่าจะสำคัญที่สุด?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันของพรรคการเมืองผ่านชุดนโยบายสาธารณะต่างๆ อาจจะทำให้หลายคนเข้าใจว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลไทย (G) น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดใน GDP ของประเทศ ทว่า ในความเป็นจริงแล้วการใช้จ่ายของรัฐบาล (G) กลับเป็นองค์ประกอบที่เล็กที่สุด ในขณะที่องค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดกลับ ได้แก่ การส่งออกสินค้าและบริการของประเทศ (X)

ตารางที่ 1: GDP ของประเทศไทย พ.ศ.2555- 2556

 

2555

(ล้านบาท)

สัดส่วนต่อ GDP

2556

(ล้านบาท)

สัดส่วนต่อ GDP

การใช้จ่ายของครัวเรือน

6,293,508

55%

6,461,996

54%

การลงทุนของภาคธุรกิจ

3,383,131

30%

3,480,175

29%

การใช้จ่ายของรัฐบาล

1,544,330

14%

1,642,643

14%

การส่งออกสินค้าและบริการ

8,529,212

75%

8,752,453

74%

การนำเข้าสินค้าและบริการ

-8,400,223

-74%

-8,362,505

-70%

ค่าสถิติคาดเคลื่อน

25,391

 

-77,313

 

GDP

11,375,349

 

11,897,449

 

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

หากไล่ขนาดองค์ประกอบของ GDP ประเทศไทยจากใหญ่ไปถึงเล็กที่สุดแล้วก็จะไล่ได้ตามลำดับ ดังนี้ การส่งออกและการนำเข้า (รวมเรียกว่าภาคต่างประเทศ) การใช้จ่ายของครัวเรือน การลงทุนภาคธุรกิจ และการใช้จ่ายของรัฐบาล มาถึงตรงนี้แล้วท่านผู้อ่านก็คงจะได้รับคำตอบแล้วนะครับว่า ทำไมผู้บริหารประเทศตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์จึงสนใจกับตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์กันมากเหลือเกิน

แล้วพวกเราคนไทยต้องมากังวลหรือไม่ครับว่า เศรษฐกิจของประเทศดูเหมือนจะต้องพึ่งพาภาคต่างประเทศมากมายขนาดนี้ ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า เวลานักเศรษฐศาสตร์จะดูว่าภาคต่างประเทศมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมากน้อยขนาดไหน เขาจะดูกันที่ระดับการเปิดประเทศ (Degree of Openness) ซึ่งวัดจากสัดส่วนของภาคการส่งออกและนำเข้าต่อ GDP ของประเทศ ยกตัวอย่างกรณีของประเทศไทย เราจะพบว่าเมื่อคำนวณ Degree of Openness ออกมาแล้วจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 140-150 หากเราเปรียบเทียบ Degree of Openness ของประเทศไทยเทียบกับประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก (สหรัฐอเมริกา) และใหญ่อันดับ 2 ของโลก (จีน) เราจะพบกับความแปลกประหลาดใจว่า ประเทศไทยมี Degree of Openness มากกว่าทั้งสองประเทศเสียอีก!

ตารางที่2: Degree of Openness สัดส่วนการส่งออกและนำเข้าต่อ GDP ของประเทศต่างๆ

ประเทศ

สัดส่วนการส่งออกต่อ GDP (พ.ศ.2555)

สัดส่วนการนำเข้าต่อ GDP (พ.ศ.2555)

Degree of Openness*

(พ.ศ.2555)

ไทย

75%

74%

149%

สหรัฐอเมริกา

14%

17%

31%

จีน

27%

25%

52%

ญี่ปุ่น

15%

17%

32%

สหราชอาณาจักร

32%

34%

66%

เยอรมนี

52%

46%

98%

อินโดนีเซีย

24%

26%

50%

สิงคโปร์

195%

173%

368%

เขตปกครองพิเศษฮ่องกง

226%

224%

450%

ที่มา: World Bank

*คำนวณโดยผู้เขียน

แล้วจริงๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายหรือไม่ เราลองมาหาคำตอบแบบง่ายๆ กันครับ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศแทบทุกรัฐบาลล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมายที่จะชักชวนให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน และมีนโยบายส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกที่สำคัญในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลผลิตที่มากมายมหาศาลของศูนย์กลางการผลิตเหล่านี้มีขนาดมากเกินกว่าที่ตลาดในประเทศ (กำลังซื้อของประชาชนในประเทศ) จะรองรับไว้ได้หมด ดังนั้น การลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตเพื่อสนองตอบต่อกำลังซื้อในประเทศ แต่เป็นการผลิตเพื่อสนองตอบต่อตลาดโลกเป็นหลัก ซึ่งก็สอดคล้องกับการเปลี่ยนนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ การพึ่งพิงการส่งออกของไทยจึงเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ครับ

หลายคนยังอาจสงสัยอยู่นะครับว่าตกลงแล้วประเทศไทยเรากลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้วหรือ? ทำไมยังได้ยินปัญหาข้าวไทยล้นตลาดโลกอยู่เลย? ตัวเลขการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่มากกว่าสินค้าเกษตรกรรมกว่า 10 เท่าคงช่วยตอบคำถามนี้ได้ชัดเจนขึ้นนะครับ

ตารางที่3: มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเทียบกับสินค้าอุตสาหกรรม พ.ศ. 2551–2556

 

มูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม

(ล้านบาท)

มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรกรรม

(ล้านบาท)

ส่วนต่าง*

(ล้านบาท)

2551

5,030,878

514,129

4,516,749

2552

4,418,328

418,124

4,000,204

2553

5,201,999

530,321

4,671,678

2554

5,615,378

713,858

4,901,520

2555

6,106,359

562,555

5,543,804

2556

6,082,736

551,700

5,531,036

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

        *คำนวณโดยผู้เขียน

ในวันนี้ ผมจะยังไม่ลงไปในประเด็นที่ว่า แล้วตกลงเราควรส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมมากกว่ากัน เพราะคงต้องใช้พื้นที่อีกค่อนข้างมาก แต่สัญญานะครับ ถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาพูดถึงเรื่องนี้กันใหม่ เพราะมีประเด็นสำคัญหลายประเด็น เช่น คนไทย (หมายถึงคนไทยจริงๆ ที่เกิดในประเทศไทย) ได้อะไรจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ ปัญหาสังคมซึ่งมีที่มาจากการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม ตลอดจนความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

หากพิจารณาต่อไปอีกสักนิดนะครับ แล้วคนไทยมีพื้นฐานอะไรถึงจะเป็นอุตสาหกรรม ถ้าเป็นในอดีตก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่ค่อยจะมีหรอกครับ ส่วนใหญ่เรามีบทบาทแค่ประกอบชิ้นส่วนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนักธุรกิจไทยเราเก่งขึ้นมากครับ จนเราสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industry) สำหรับบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ขึ้นมาได้อย่างน่าพอใจ อย่างไรก็ตาม แม้เราจะพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนขึ้นมาได้เป็นอย่างดี แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการผลิตชิ้นส่วนที่มีลักษณะของงานฝีมือมากกว่าการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ดังนั้น ประเทศไทยแม้จะส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้มากจริง แต่ก็ยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าชิ้นส่วนที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงในการผลิต ตลอดจนต้องนำเข้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสัดส่วนของการนำเข้าสินค้าและบริการของไทย (M) จึงมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศ

อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงเริ่มกังวลแล้วนะครับว่า แล้วเศรษฐกิจของประเทศไทยเราอยู่ในสถานการณ์อันตรายหรือไม่? ก็อย่างที่เขียนไปแล้วในช่วงต้นนะครับว่า ประเทศใดซึ่งเป็นประเทศเล็กแล้วอยากพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหรือศูนย์กลางการค้าก็หนีไม่พ้นหรอกครับที่จะต้องพึ่งพิงภาคต่างประเทศมากขนาดนี้ ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วเราไม่อาจนำอัตราการพึ่งพิงภาคต่างประเทศมาเป็นตัวชี้วัดได้ว่าแต่ละประเทศดีหรือไม่ดี ดังเห็นตัวอย่างได้จากประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ก็มี Degree of Openness สูงถึงร้อยละ 368 และคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสิงคโปร์เป็นชาติที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในอาเซียนและอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลกตลอดมา

แต่หลังจากเศรษฐกิจโลกในช่วงหลังเริ่มมีความผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ แต่กลับต้องไปพึ่งพิงโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หากเปรียบก็คงเสมือนเรือลำน้อยท่ามกลางคลื่นลมของมหาสมุทรกว้าง รัฐบาลในช่วงหลังจึงเริ่มดำเนินนโยบายที่จะปรับสมดุลเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการเพิ่มบทบาทของการใช้จ่ายของครัวเรือน (C) และการใช้จ่ายของรัฐบาล (G) ซึ่งผมจะได้มานำเสนอต่อท่านผู้อ่านในโอกาสต่อไปว่า แล้วหลังจากเราเริ่มปรับสมดุลเศรษฐกิจของประเทศแล้ว เราเป็นอย่างไร และทิศทางเศรษฐกิจของประเทศเราจะเป็นอย่างไรต่อไป

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: