‘หม่อมอุ๋ย’จี้รัฐบาลลาออก ชี้ให้เห็นแก่ชาติมากกว่า

ชุลีพร บุตรโคตร ศูนย์ข่าว TCIJ 6 ก.พ. 2557 | อ่านแล้ว 540 ครั้ง

หม่อมอุ๋ยร่างจดหมายเปิดผนึกชี้ รัฐบาลควรเห็นแก่ประเทศชาติ ยืดอกลาออกหลังบริหารล้มเหลวหลายโครงการ เชื่อรัฐธรรมนูญมีช่องให้คนกลาง หวังคนทุกสีเข้าใจ โดยเฉพาะแดงเพราะทุกคนรักชาติเหมือนกัน

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดแถลงข่าว “ฉากสุดท้ายนโยบายประชานิยม (สุดโต่ง?)” ระบุว่า การออกมาครั้งนี้เพื่อต้องการเสนอทางออกทางการเมืองที่กำลังดำเนินมาถึงทางตันอยู่ในขณะนี้

อ่านจม.เปิดผนึกชี้ รัฐบาลบริหารงานล้มเหลว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้ประเทศชาติกำลังตกอยู่ช่วงวิกฤติอันสืบเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีกลุ่มคนที่มีแนวคิดแตกต่างกันจนดูเหมือนจะไม่มีทางออก ทั้งนี้จากการที่ได้พบพูดคุยกับคนจำนวนมาก ทั้งนักคิด นักการเมือง อดีตผู้นำระดับประเทศหลายคน รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีความเป็นห่วงต่อชาติบ้านเมือง และได้นำมารวมกับการประมวลสถานการณ์ของประเทศขณะนี้ เพื่อประเมินถึงอนาคตแล้ว จึงคิดว่าจำเป็นที่จะต้องออกมาพูดเพื่อส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลในการตัดสินใจแก้ปัญที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในขณะนี้

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้อ่านจดหมายเปิดผนึก ที่ระบุว่าตนได้ร่างขึ้นจากการติดตามข้อมูลต่าง ๆ ในการบริหารประเทศของรัฐบาลในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้ย้อนหลังไปไกลมากนัก และได้ข้อสรุปดังนี้

จดหมายเปิดผนึก 6 กุมภาพันธ์ 2557 เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ทำหน้าที่รักษาการบริหารประเทศมาตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ปรากฏว่าในช่วงของการเป็นรัฐบาลรักษาการ รัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ ๆ ให้ลุล่วงไปได้มาโดยตลอด

ประการแรก รัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถจ่ายเงินในการรับจำนำข้าวให้แก่ชาวนาได้ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ประกาศเป็นนโยบายไว้ ปล่อยให้ชาวนาจำนวนมากที่นำข้าวมาจำนำต้องรอรับเงินเป็นเวลานานจนเกิดความทุกข์ร้อนกันทั่วไป ทั้งนี้เพราะรัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถจัดหาเงินมาให้ธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ใช้ในการรับจำนำข้าวตามที่ได้วางแผนไว้

กล่าวคือ รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้กำหนดวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำข้าวในปีการผลิต 2556/57 ไว้จำนวน 270,000 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะให้ ธกส. ออกพันธบัตรกู้เงินโดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันในวงเงิน 140,000 ล้านบาท และกำหนดที่จะขายข้าวที่ได้จากการรับจำนำข้าวในปีก่อนเพื่อนำเงินมาคืนให้ ธกส. อีก 130,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการนี้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ที่ประกาศแผนออกมาจนถึงวันที่ยุบสภา กระทรวงการคลังไม่ได้ดำเนินการให้ ธกส. ออกพันธบัตรกู้เงินจำนวน 140,000 ล้านบาทตามที่กำหนดไว้เลย

ส่วนการขายข้าวเพื่อส่งเงินคืนให้ ธกส. นั้นในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวได้เงินส่ง ธกส.เพียง 40,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่า 130,000 ล้านบาทที่ตั้งใจไว้มาก ความล่าช้าของกระทรวงการคลังในการจัดการให้ ธกส. ออกพันธบัตร และการที่กระทรวงพาณิชย์ไม่มีความสามารถเพียงพอในการขายข้าวนี้เอง มีผลให้ ธกส. ขาดเงินสำหรับใช้รับจำนำข้าว เป็นความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่เกิดจากความบกพร่องของรัฐบาลของ ฯพณฯ เองโดยแท้

ชี้แค่เรื่องง่ายๆ ยังแก้ไขไม่ได้

ประการที่สอง เมื่อกลางเดือนตุลาคมรัฐบาลของ ฯพณฯ โดยกระทรวงพลังงานประกาศให้มีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาค โดยเชิญชวนให้เอกชนลงทุนติดตั้ง Solar Cell บนหลังคาบ้าน หรือ หลังคาอาคารธุรกิจ ซึ่งปรากฏว่ามีเอกชนจำนวนมากกว่า 1,000 หลังคาเรือน และบริษัทธุรกิจมากกว่า 200 แห่งตกลงเข้าร่วมโครงการ จนได้ทำสัญญาขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฯ เรียบร้อยแล้ว

บัดนี้เอกชนได้ลงทุนติดตั้ง Solar Cell บนหลังคาเสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่และพร้อมที่จะเชื่อมต่อเพื่อขายไฟฟ้าเข้าเครือข่ายของการไฟฟ้าฯ แต่ปรากฏว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ เข้าข่ายว่า เป็นการประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตโรงงานที่เรียกว่า รง.4 เสียก่อนจึงจะผลิตไฟฟ้าเพื่อขายได้ เห็นได้ชัดว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมิได้สนใจที่จะให้ความร่วมมือแก่กระทรวงพลังงานเลยทั้ง ๆ ที่อยู่ในรัฐบาลของ ฯพณฯ ด้วยกัน ความขัดแย้งดังกล่าวนี้น่าจะแก้ไขให้หมดไปได้โดยไม่ยาก แต่รัฐบาลของ ฯพณฯ ก็ไม่สามารถขจัดปัญหาให้หมดไปได้ เป็นความล้มเหลวอีกเรื่องหนึ่งของรัฐบาลของ ฯพณฯ แม้จะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย

ไม่มีองค์กรใดเชื่อมั่นรัฐบาลอีกต่อไป

ประการที่สาม เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2556 ฯพณฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า พร้อมที่จะออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนเลือกตัวแทนของสาขาอาชีพต่างๆ เข้าร่วมกันเป็นสภาปฏิรูปประเทศไทย ด้วยความตั้งใจที่จะสนองตอบความต้องการของกลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกร้องให้มีสภาประชาชนเพื่อทำการปฏิรูปประเทศ แต่ปรากฏว่า องค์กรเอกชนต่างๆ ทุกองค์กรไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากไม่เชื่อว่า รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ต่างก็กลัวว่า รัฐบาลจะมีวาระซ่อนเร้น กลุ่มผู้ประท้วงก็ปฏิเสธความหวังดีของรัฐบาลทันที ด้วยไม่ไว้ใจว่ารัฐบาลจะทำอย่างจริงใจ เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาชนหมู่มากและองค์กรเอกชนต่าง ๆ ไม่มีความเชื่อถือและศรัทธาในตัว ฯพณฯ และในรัฐบาลของ ฯพณฯ เลย

ทุกคนยังต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศ แต่มีข้อแม้ว่า กระบวนการจัดตั้งสภาปฏิรูปและการเลือกสรรตัวแทนจะต้องเริ่มจากคนกลางที่ประชาชนเชื่อถือ ซึ่งจะต้องไม่ใช่รัฐบาลของ ฯพณฯ การที่ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนหมู่มากเช่นนี้ เป็นผลจากการกระทำของ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ เองที่ไม่ได้บริหารประเทศชาติอย่างดีพอ ละเลยที่จะแก้ปัญหาของประเทศชาติ รวมทั้งละเลยที่จะกำจัดและป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เกิดขึ้นแล้วและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อไป

จำนำข้าวเละ ไม่แก้แต่บิดเบือน ปกปิดความผิดพลาด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ โครงการจำนำข้าว ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณของชาติเป็นจำนวนสูงมาก เมื่อคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น สรุปผลการปิดบัญชีเสนอต่อ ฯพณฯ ว่าโครงการดังกล่าวมีผลขาดทุนมากกว่าแสนล้านบาท และเมื่อผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชนอีกหลายคนได้ช่วยให้ข้อมูลและประมาณการเพิ่มเติมจนครบถ้วนว่า ยอดขาดทุนในที่สุดเมื่อขายข้าวหมดจะเพิ่มเป็นหลายแสนล้าน พร้อมกับชี้ให้เห็นช่องโหว่ของโครงการที่เปิดโอกาสให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในจำนวนสูงมากเช่นกัน

ปรากฏว่า แทนที่ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับไปพินิจพิจารณา และหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อให้รู้แน่ชัดในเรื่องขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นและในเรื่องการฉ้อราษฏร์บังหลวงที่โจษขานกันทั่วไป รัฐบาลของ ฯพณฯ กลับปลดบุคคลที่ทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ซึ่งเป็นผู้เปิดเผยความเสียหายจำนวนสูงดังกล่าว ออกจากภาระหน้าที่เพื่อให้เรื่องเงียบไป

นอกจากนี้รัฐบาลของ ฯพณฯ ท่านยังออกมาโต้แย้งด้วยการให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่ประชาชน ไม่ยอมทบทวนโครงการ เพื่อหาวิธีใหม่ที่จะช่วยเหลือชาวนา โดยไม่เกิดความเสียหายมากเกินไป ดังที่เกิดขึ้นแล้ว แต่กลับดึงดันใช้วิธีการรับจำนำแบบเดิมในฤดูกาลถัดไป โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายทางการเงินอันใหญ่หลวงที่จะตามมา และไม่สนใจว่า โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงมากเพียงใด เป็นการบริหารประเทศในลักษณะที่ลุแก่อำนาจอย่างยิ่ง ไม่สนใจฟังเสียงทักท้วงของผู้ใดเลย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนหมู่มาก และองค์กรเอกชนที่สำคัญหมดความเชื่อถือและศรัทธาในตัว ฯพณฯ และในรัฐบาลของ ฯพณฯ

เมกะโปรเจคเหลว ถ่วงความเจริญเศรษฐกิจ

การขาดความเชื่อถือและศรัทธาในรัฐบาลของ ฯพณฯ มีผลให้รัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถบริหารประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ดังเป็นที่ปรากฏแล้วว่าประชาชนจำนวนมากสงสัยว่าจะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในทุก ๆ โครงการที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ริเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำหรือโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทั้งประเทศมูลค่า 2,000,000 ล้านบาท การขาดความเชื่อถือและศรัทธาในรัฐบาลของ ฯพณฯ นี้เองเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการต่าง ๆ ที่รองรับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ยาก ไม่ว่ารัฐบาลของ ฯพณฯ จะชี้แจงอย่างไรประชาชนหมู่มากก็ยังเชื่อว่าจะมีการฉ้อราษฏร์บังหลวงในโครงการเหล่านี้

รัฐบาลที่ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายของตนเองให้ลุล่วงไปได้ เช่น ในกรณีนโยบายรับจำนำข้าวและนโยบายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รัฐบาลที่ประชาชนหมู่มากและองค์กรเอกชนขาดความศรัทธาไม่เชื่อถือว่า มีความจริงใจและไม่ยอมร่วมมือในการริเริ่มของรัฐบาลแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่สนองตอบการเรียกร้องของประชาชนหมู่มากก็ตาม รัฐบาลที่ไม่สนใจในเรื่องที่กำลังเกิดความเสียหายทางการเงินของประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ปฏิเสธที่จะค้นหาความจริงในเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง และดำเนินนโยบายที่เสียหายนั้นต่อไป โดยไม่นำพาต่อความรู้สึกของประชาชน ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ตั้งข้อสงสัยว่าจะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในทุก ๆ โครงการที่รัฐบาลริเริ่ม และแสดงให้เห็นชัดด้วยการประท้วงอย่างโจ่งแจ้งว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลนั้นบริหารประเทศอีกต่อไป ถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลว ไม่อยู่ในสถานะที่จะบริหารประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปได้อีกแล้ว ถ้าจำเป็นต้องรักษาการเพื่อรอให้เลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์จนสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ก็คงจะไม่มีผลเสียต่อประเทศชาติมากนัก

เลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ไม่สมบูรณ์ยืดเยื้อสร้างปัญหา

แต่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อยเป็นอย่างมาก กลุ่มผู้ประท้วงขัดขวางได้สำเร็จหลายช่องทางเริ่มตั้งแต่ขัดขวางหลายช่องทางเริ่มตั้งแต่ขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง การเก็บกักบัตรเลือกตั้ง จนถึงการปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งจึงได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มากพอที่จะเปิดประชุม และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศได้จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเพิ่มเติมสำหรับส่วนที่ขาดอยู่

จากลักษณะของการประท้วงที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าการเลือกตั้งเพิ่มเติมคงจะยืดเยื้อไปอีกนานด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก ประชาชนที่ออกมาประท้วงจำนวนมากได้แสดงเจตนารมณ์แล้วว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลจากพรรคการเมืองที่ ฯพณฯ สังกัดอยู่กลับเข้ามาบริหารประเทศอีก ย่อมจะตามขัดขวางการเลือกตั้งในลักษณะเดิมหรือในรูปแบบใหม่ไปเรื่อย ๆ

ประการที่สอง การเลือกตั้งเพิ่มเติมที่จะมีขึ้นสำหรับเขตและหน่วยเลือกตั้งที่ยังขาดอยู่ ซึ่งรวมถึง 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถรับสมัครได้ตั้งแต่แรกนั้น ก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครองสั่งให้การเลือกตั้งทั้งหมดเป็นโมฆะ เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้การเลือกตั้งทุกเขตต้องกระทำพร้อมกัน เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ยกเว้นในกรณีสุดวิสัย เช่น ในกรณีที่หน่วยเลือกตั้งถูกปิดล้อม เป็นต้น หากการเลือกตั้งถูกศาลสั่งให้เป็นโมฆะทั้งหมด ก็ต้องเริ่มกันใหม่ซึ่งจะใช้เวลานานอีกเพียงใดไม่มีผู้ใดคาดเดาได้

ในสถานการณ์ที่เหตุการณ์จะยืดเยื้อจนไม่มีกำหนดแน่ชัดเช่นนี้ หากรัฐบาลของ ฯพณฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวแล้ว เลือกที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป การประท้วงก็น่าจะรุนแรงขึ้นเนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจที่จะให้ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ บริหารประเทศต่อไปอีก สถานการณ์เช่นนี้หากปล่อยไว้นานไป รังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศรุนแรงขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวจะซบเซาลงไปอีก การลงทุนในโครงการต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นไม่ได้เพราะประชาชนไม่ไว้ใจว่าจะไม่มีการโกงกิน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอกชนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศจะตกต่ำลงจนถึงขั้นที่หยุดลงทุนเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเป็นอย่างมากจนอาจไม่ขยายตัวเลย อัตราการว่างงานที่เริ่มสูงขึ้นจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก และที่สำคัญประชาชนจะรู้สึกสิ้นหวัง จนอาจเกิดความรุนแรงขึ้นมากกว่าที่ผ่านมาแล้วได้

แนะนึกถึงประเทศเป็นหลัก ให้ลาออก

แต่ถ้า ฯพณฯ และรัฐบาลของฯพณฯ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งสามารถทำได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย เมื่อไม่สามารถบริหารประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีช่องทางที่จะให้มีการแต่งตั้งคนกลางเข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ ผู้ประท้วงก็จะหยุดประท้วงทันที กิจการต่าง ๆ ในบ้านเมืองจะดำเนินได้ตามปกติทั้งงานของราชการและธุรกิจเอกชน รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มจะสามารถเดินหน้าโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้ทันที รัฐบาลใหม่ที่มีคนกลางซึ่งประชาชนยอมรับย่อมสามารถดึงดูดตัวแทนประชาชนจากทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมกันหาทางปฏิรูปประเทศอย่างได้ผล เมื่อเหตุการณ์คืนสู่ความสงบแล้วกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภทก็จะดำเนินได้ตามปกติ การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจะกลับคืนมาและก้าวหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

ผู้บริหารประเทศที่ดีเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะต้องตัดสินใจเพื่อประเทศชาติ ผมหวังว่าจดหมายเปิดผนึกของผมฉบับนี้จะช่วยให้ ฯพณฯ ตัดสินใจเพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศชาติได้เสียที

ขอแสดงความนับถือ (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล)

ยอมออกมาโดนด่า เพราะห่วงเศรษฐกิจประเทศพัง

ม.ร.ว.ปริดิยาธรกล่าวภายหลังอ่านจดหมายเปิดผนึกว่า สำหรับจดหมายฉบับนี้กำลังหาช่องทางที่จะส่งไปถึงรัฐบาล โดยขอย้ำว่า ที่ออกมาพูดครั้งนี้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอย่างไรเสียก็จะต้องถูกรัฐบาลด่า หรือคนที่ไม่ชอบใจออกมาด่า แต่ก็จำเป็นต้องออกเพราะตอนนี้ไม่มีใครกล้าออกมาแล้ว สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงคือประเทศชาติ และนายกฯ ในฐานะผู้นำก็จะต้องเห็นเรื่องนี้เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่ต้องมองเห็นอนาคตของประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ในระยะสองสามเดือนที่ผ่านมา พบได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศถอยหลังเป็นอย่างมาก การท่องเที่ยวตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศตามที่ได้รับรายงานจากสมาคมธุรกิจต่าง ๆ ระบุว่า ตกต่ำถึงขีดสุด ตัวเลขคนว่างงานก็จะเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่ปัญหาของชาวนารัฐบาลก็ยังแก้ไม่ได้ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปโดยไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ในขณะที่รัฐบาลเองเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่อย่างนี้เชื่อว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจอาจจะถึงขั้นหยุดชะงัก จนถึงกับไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถอยหลังก็เป็นได้

           “จดหมายฉบับนี้ผมเขียนขึ้นด้วยการประมวลจากความคิดของคนหลายคน จากข้อมูลและสถานการณ์จริง ความเบื่อหน่ายของประชาชนที่มี จึงอยากจะบอกให้กับคนข้างในได้เห็นความอึดอัดเหล่านี้ เพราะเป็นความรู้สึกของคนหลายล้านคน ดังนั้นในฐานะของรัฐบาลก็ควรต้องตอบสนองความคิดของคน เพราะผู้นำประเทศเมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องนึกถึงประเทศชาติก่อน ตอนนี้เหลือทางเดียวจริงๆ ตอนนี้ต้องกลับไปคิดดูว่า คนสิบกว่าคนลาออก กับการที่จะให้คน 3 ล้านคนกลับเข้าบ้าน อันไหนมันง่ายกว่ากัน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

เชื่อกฎหมายมีช่องตั้งคนกลางบริหารแทนรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้รัฐบาลระบุว่าการที่จะให้นายกฯ ลาออกไม่ได้มีกฎหมายมารองรับว่าจะสามารถทำได้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ตนคิดว่ากฎหมายทั่วโลกย่อมจะมีช่องไว้ เมื่อถึงทางตันสุดท้ายเพื่อไม่ให้ประเทศเกิดปัญหา เมื่อรัฐบาลบริหารต่อไปไม่ด้ และขณะนี้รัฐบาลได้ยุบสภาไปแล้วน่าจะมีช่องทาง เพราะรัฐธรรมนูญของประเทศไทยถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ที่ร่างมาแล้วประชาชนทั้งประเทศยอมรับ ตามหลักประชาธิปไตย ถ้าถึงทางตันจริงๆ ที่จะสามารถแต่งตั้งคนกลางได้ ประเทศทั้งโลกนี้ถ้ามีคนออกมาประท้วงแบบนี้ ออกมาเปิดใจว่าไม่เอารัฐบาลนี้แล้ว รัฐบาลอื่น ๆ ในโลกคงลาออกไปนานแล้วและปล่อยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญซึ่งสุดท้ายก็จะมีหนทางในการรองรับเอง

           “ตอนนี้อย่าทำเก่งเป็นนักกฎหมายเอง แค่คิดง่าย ๆ ว่าอยากให้ประเทศไปรอดไหม ระหว่างคนสิบกว่าคนลาออก กับคนสามล้านกว่าคนกลับบ้านอะไรง่ายกว่า ผู้นำจะต้องคิดเป็น และการออกมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการให้มีการรัฐประหาร แต่เพื่อตัดการรัฐประหาร วิธีนี้เป็นวิธีที่ร่มเย็น ตอนนี้ต้องคิดว่าเอาประเทศชาติให้รอดก่อน”

ไม่หวั่นแดงออกมา เชื่อไม่อยากตกงานเหมือนกัน

อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องคนกลางที่ตนพูดถึงนี้ ก็ต้องไปคิดกันว่าจะเอาใครที่ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งตนก็ไม่รู้ เพราะคิดแต่เรื่องช่องทาง ส่วนตัวบุคลก็ช่วยกันเลือกมา ต้องเป็นคนที่ประชาชนเชื่อถือและศรัทธา ยกตัวอย่างเช่น จะเป็น นพ.ประเวศ วะสี หรือไม่เพราะเป็นผู้อาวุโสที่ทุกคนยอมรับ ส่วนตนเองหากมีคนจะให้เข้าไปช่วยก็ไปช่วยได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร ฝ่ายไหน แต่ต้องเป็นคนที่เชื่อว่าทำไปแล้วจะไม่มีการคอร์รัปชั่น

เมื่อถามว่ามีคำถามว่าหากรัฐบาลยอมที่จะลงแล้ว อาจจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาประท้วงเหมือนกันอีกครั้งปัญหาก็จะไม่จบ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ตนเชื่อว่าทุกคนรักชาติ แดงหรือเหลืองคืคนไทยทั้งนั้นไม่ควรไปแบ่งแยก  คนเสื้อแดงก็คือคนไทย และก็เป็นกลุ่มที่รักชาติเหมือนกัน พวกเขาต้องการให้เศรษฐกิจเดินไปได้ ต้องการมีงานทำ ไม่อยากตกงานเหมือนกัน ตอนนี้ตนบอกได้เลยว่าไม่ได้ทำเพื่อให้ใครชนะ แต่ต้องการให้ประเทศชาติอยู่รอด อยากให้ประเทศสงบก่อนแล้วค่อยหาคนมาปฏิรูปวางกฎเกณฑ์ให้เรียบร้อยก่อน แล้วปีหน้าค่อยเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าหากฝ่ายรัฐบาลคิดว่าตัวเองทำดี และทำตัวดีอย่างไรประชาชนก็เลือกเข้ามาใหม่ เรื่องนี้รัฐบาลจะต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนฟากของตัวเอง เพราะไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ เพราะเราไม่ได้รังแกใคร เพียงแต่อยากให้ประเทศเดินหน้าไปเท่านั้น

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ