สช.จี้เลิกใช้เคมี4ชนิด กระทบ'เกษตรกร-ทารก'

19 ก.พ. 2556 | อ่านแล้ว 1686 ครั้ง

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  จัดเวที สช.เจาะประเด็นเรื่อง “นโยบายเกษตรเพื่อสุขภาพ : แบน 4 สารเคมีเกษตรก่อมะเร็ง” อาคารสุขภาพแห่งชาติ มี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.อัมรา เวียงวีระ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น น.พ.พิบูลย์ อิสระพันธ์ รองผอ.สำนักโรคจากการประกอบอาชีพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข   

นางอรพรรณ ศรีสุขวัฒนา รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นายน้ำค้าง มั่นศรีจันทร์ ชาวบ้าน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ร่วมให้ข้อมูล

 

น.พ.พิบูลย์กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเมื่อปี 2555 ด้วยวิธีตรวจเลือดเกษตรกรในพื้นที่ 16 จังหวัด จำนวน 152,846 คน พบผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและไม่ปลอดภัยจำนวน 46,016 คน คิดเป็นสัดส่วน 30 เปอร์เซนต์ และเกษตรกรที่อยู่ในสภาวะปลอดภัยจำนวน 106,830 คน คิดเป็นสัดส่วน 70 เปอร์เซนต์ เนื่องจากเกษตรบางส่วนฉีดพ่นสารเคมีโดยไม่มีการป้องกันตัวเอง มีโอกาสเป็นโรคร้ายหลายชนิด ทั้งระยะสั้น ได้แก่ โรคผิวหนังอักเสบ มึนงง เวียนศรีษะ คลื่นไส้ หัวใจเต้นช้า ปอดเป็นผังผืด จนถึงเสียชีวิต และในระยะยาวมีผลต่อการพัฒนาสมองผิดปกติ ความจำเสื่อม ผิวหนังแข็ง และเกิดความผิดปกติของทารก

 

 

ขณะที่ตัวเลขปริมาณนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืช ก็มีมูลค่าสูงขึ้นมากจาก 14,643 ล้านบาท เมื่อปี 2550 มาเป็น 20,875 ล้านบาท ในปี 2554 และเมื่อรวมปริมาณที่นำเข้าทั้งหมดในช่วง 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2548-2552แล้ว การนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรของประเทศไทยจะมีปริมาณมากถึง 520,321 ตัน คิดเป็นความสูงเทียบเท่าตึกใบหยก 2

 

ดร.น.พ.ปัตพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 4 รายการ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดจากบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนโดยตรง หรือเกษตรกรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นเวลานาน มีโอกาสรับสารพิษเหล่านี้ได้โดยตรง ส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และระบบประสาท หรือหากสะสมไว้ในร่างกายทำให้เกิดโรคร้ายตามมา เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน เพราะสารมีพิษเหล่านี้จะซึมลึกเข้าไปถึงระดับ ดีเอ็นเอ โครโมโซม หรือ ยีน ในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นจุดตั้งต้นของการมีชีวิต นำไปสู่ความบกพร่องของการสร้างเอ็นไซม์หรือฮอร์โมนต่าง ๆ ขึ้นมา

 

นอกจากนั้น ในงานวิจัยทางการแพทย์ ยังเคยตรวจพบสารเคมีทางการเกษตรหลายชนิด ตกค้างอยู่ในน้ำคร่ำของหญิงมีครรภ์ ขณะที่เด็กทารกซึ่งคลอดออกมาแล้ว ก็พบสารเคมีทางการเกษตรอยู่ในปัสสาวะ จะเห็นได้ว่า มหันตภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเพียงแค่ 4 ชนิดนี้เท่านั้น มีโอกาสเข้าไปสะสมในดีเอ็นเอ ยีน และเอ็นไซม์ของเด็กแรกเกิด ทำให้มีโอกาสเป็นเด็กออทิสติก เกิดผลกระทบต่อการเรียนรู้ในอนาคตได้

 

ด้าน ดร.สุปรีดิ์กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำเรื่องเสนอไปยังรัฐบาลขอให้ยกเลิกการขึ้นทะเบียน การนำเข้า การส่งออก รวมถึงห้ามมีสารเคมีเกษตรทั้ง 4 ชนิดไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาด ซึ่งเรื่องนี้ได้ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแล้ว อยู่ระหว่างการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาและเสนอความเห็นกลับมายังครม.อีกครั้ง โดยทางสภาที่ปรึกษาฯเห็นว่าสารเคมีทางการเกษตรชนิดใด ที่ประเทศต้นทางของผู้ผลิต ได้สั่งห้ามไม่ให้มีการใช้แล้ว ก็ไม่ควรอนุมัติให้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้อีก

 

 

 

สำหรับสารเคมีทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวมีการใช้ในประเทศไทยมานาน ส่งผลให้แมลงศัตรูพืชอาจเกิดการดื้อยา เกษตรกรผู้ปลูกจำเป็นต้องใช้ปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเกิดการสะสมทั้งในร่างกายของเกษตรกรผู้ปลูกเอง และปนเปื้อนมากับพืชผักที่ผู้บริโภคซื้อไปรับประทาน

 

 ดังนั้น สภาที่ปรึกษาฯจึงเห็นควรให้มีการทบทวนและปรับวิธีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายใหม่ทั้งระบบและเสนอให้ มีคณะกรรมการเคมีแห่งชาติ เปิดให้นำเสนอข้อมูลและเอกสารทางวิชาการมาประกอบการพิจารณา มีการจำกัดระยะเวลาในการใช้ ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนแล้วจะวางจำหน่ายได้ตลอดไป เช่น เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วทุกๆ 3 ปี ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ให้กรมวิชาการเกษตรพิจารณา นอกจากนั้น ยังควรมีการควบคุมการโฆษณาการขายสารเคมีเกษตรที่เป็นวัตถุเคมีอันตรายอย่างเคร่งครัด

 

นางอรพรรณกล่าวว่า มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 พ.ศ. 2555  เรื่อง “ความปลอดภัยทางอาหาร: การแก้ไขปัญหาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช” นี้ เป็นฉันทามติของสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติกว่า 1,800 คน จากหลากหลายองค์กร/เครือข่าย เป็นมติที่ประกาศร่วมกันอย่างชัดเจนว่า ต้องการสนับสนุนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ประกาศเดินหน้าแบนสารเคมีทางการเกษตร  4 ชนิด โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมวิชาการเกษตรทบทวนการอนุญาตการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะคาร์โบฟูราน เมโทนิล ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น  เพื่อเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4   ที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ครอบครอง นับเป็นการทำหน้าที่ที่น่าชื่นชมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่นำข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ไปประกอบการพิจารณาร่วมกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดจากการตีคืนสินค้า เพราะการปนเปื้อนของสารเคมีเกษตรที่เป็นอันตรายเหล่านี้ในสินค้าเกษตรของไทย รับเป็นการประกาศนโยบายสาธารณะทางการเกษตรที่ห่วงใยสุขภาพ  ซึ่งสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติคงจะได้เฝ้าติดตามและสนับสนุนการประกาศนโยบายนี้ให้เป็นจริงโดยเร็วด้วย

 

ทางด้านดร.อัมรากล่าวว่า ปัจจุบันกรมการข้าวไม่แนะนำให้มีการใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 4 ชนิดในการปลูกข้าว เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะพิษของสารเคมีจะไปทำลายตัวห้ำ ตัวเบียน ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ในการกำจัดแมลงที่เป็นศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว และยังมีผลให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีการระบาดเพิ่มขึ้น ชาวนาก็ต้องเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีมากขึ้นทุกปี ผลผลิตข้าวลดลง ต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ธรรมชาติก็เสียความสมดุล

 

 

 

            “เวลามีการอบรมเกษตรกร กรมการข้าวจะย้ำเตือนว่าไม่ให้ใช้สารเคมีเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเท่าที่พบขณะนี้ก็ถือว่ามีเพียงส่วนน้อยมากเท่านั้นที่ยังใช้อยู่ เราจะแนะนำว่าหากจำเป็นก็มีสารชนิดอื่นทดแทนและต้องไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ดร.อัมรากล่าว

 

 

นายน้ำค้าง มั่นศรีจันทร์ ชาวบ้านอ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ผู้เคยมีประสบการณ์ใช้สารเคมีมานานถึง 10 ปี แต่ปัจจุบันหันมาทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ กล่าวว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 4 รายการ คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น มีการใช้มา 40-50 ปีแล้ว  ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่รู้ถึงผลกระทบที่รุนแรงต่อสุขภาพ การฉีดพ่นส่วนใหญ่ไม่ใส่หน้ากากและเสื้อแขนยาวในการปกป้องผิวหนัง เมื่อสูดดมสารเคมีเข้าไปจำนวนมากทุกวัน ทำให้บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ ผิวหนังเป็นผื่นคันหรือมีน้ำเหลืองไหลออกมา บางคนเกิดปัญหาสายตาฝ้าฟาง กระทั่งผลการสำรวจล่าสุดที่ออกมา พบภาวะผิดปกติของเลือดในร่างกาย รวมถึงโรคมะเร็งตับเนื่องจากมีสารพิษไปสะสมจำนวนมาก

 

          “ผู้บริโภคก็ไม่มีโอกาสรับรู้ได้ว่าผักผลไม้ที่ซื้อไปรับประทานนั้นจะมีสารเคมีอยู่มากน้อยเพียงใด เนื่องจากความเร่งรีบของชีวิตคนเมือง ทำให้พฤติกรรมการบริโภคต้องทำแบบเร่งด่วน ไม่มีโอกาสเลือกหรือตรวจสอบสินค้าว่าจะมีสารปนเปื้อนอยู่หรือไม่ สุดท้ายแล้วจึงเกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นายน้ำค้างกล่าว

 

 

นายน้ำค้างระบุว่า เสนอให้รัฐบาลเร่งยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตราย และหากมีสินค้าที่ออกวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดก็ให้เร่งเก็บคืนให้หมดโดยเร็ว รวมถึงพัฒนาเกษตรกรรมทางเลือกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์ พืชสมุนไพรไทย ซึ่งสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี แต่อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งเชื่อว่าจะลดปัญหาสุขภาพและสร้างสมดุลให้กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ