ปชช.ชี้จำนำข้าวขาดทุน 52%แนะรัฐบาลทำต่อไป

16 มิ.ย. 2556 | อ่านแล้ว 487 ครั้ง

 

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลการวิจัยเรื่อง “ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อโครงการรับจำนำข้าว ในสายตาของสาธารณชน” จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

 

น.ส.ปุณฑรีก์  อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.1 เชื่อว่ารัฐบาลกำลังขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ร้อยละ 27.9 ไม่เชื่อ นอกจากนี้ร้อยละ 63.2 ระบุว่า การขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีผลค่อนข้างน้อยถึงไม่มีผลเลย ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง ขณะที่ร้อยละ 36.8 คิดว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

 

ที่น่าสนใจคือ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.3 ระบุว่า การขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีผลค่อนข้างน้อยถึงไม่มีผลเลย ต่อความน่าเชื่อถือของตนเองต่อรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 45.7 ระบุมีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

 

 

 

เมื่อสอบถามถึงการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ว่าควรดำเนินต่อไปหรือควรหยุดโครงการพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52.8 คิดว่ารัฐบาลไม่ควรหยุดโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ร้อยละ 47.2 คิดว่าควรหยุด อย่างไรก็ตามประชาชนร้อยละ 58.7 เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลควรหาทางชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว

 

อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า หากรัฐบาลหาทางชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว โดยหาทางเรียกเก็บรายได้จากตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,000 บาท เพราะรัฐบาลบอกผ่านสื่อว่าขาดทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.4 ไม่เห็นด้วย ในขณะที่ร้อยละ 14.6 เห็นด้วย

 

เมื่อถามว่าถ้ารัฐบาลหาทางชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว โดยหาทางเรียกเก็บรายได้จากตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนเงินทั้งหมดประมาณ 3,000-4,000 บาท เพราะมีบางฝ่ายบอกว่ารัฐบาลขาดทุนกว่า 200,000 ล้านบาท พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.0 ไม่เห็นด้วย มีเพียงร้อยละ 8.0 เท่านั้นที่เห็นด้วย

 

ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อสอบถามถึงบุคคลที่ต้องรับผิดชอบและวิธีการรับผิดชอบ ถ้ารัฐบาลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว พบว่าคือ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.5 ระบุให้หาเงินมาชดเชย ขณะที่ร้อยละ 31.8 ให้ลาออก และร้อยละ 14.7 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

 

ส่วนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.7 ให้หาเงินมาชดเชย ในขณะที่ร้อยละ 30.1 ให้ลาออก ร้อยละ 15.2 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

 

รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.7 ให้หาเงินมาชดเชย ขณะที่ร้อยละ 27.0 ให้ลาออก และร้อยละ 16.3 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

 

 

 

 

ข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้อง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 54.2 ให้หาเงินมาชดเชย ขณะที่ร้อยละ 26.1 ให้ลาออก และร้อยละ 19.7 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

 

ส่วนพรรคเพื่อไทย พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 57.5 ให้หาเงินมาชดเชย ขณะที่ร้อยละ 25.1 ให้ลาออก และร้อยละ 17.4 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

 

น.ส.ปุณฑรีก์กล่าวต่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าว จะมีผลทำให้เกิดความเดือดร้อนอะไรต่อวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน และยังสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนรับรู้ได้ว่าจะเดือดร้อนในลักษณะต้องจ่ายเงินเพิ่มทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับรัฐบาลในจำนวนใดจำนวนหนึ่ง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ถึงแม้จะขาดทุนด้วยตัวเลขที่ต่ำสุดของรัฐบาล นอกจากนี้ผลกระทบตามมาคือประชาชนเกือบ 1 ใน 3 เรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และนายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบด้วย

 

 

            “ส่วนใหญ่ระบุต้องหาเงินมาชดเชยภาวะการขาดทุน ดังนั้นผลสำรวจครั้งนี้น่าจะทำให้รัฐบาลทบทวนและเดินหน้าต่อไป เนื่องจากโดยทั่วไปรัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลจะไม่หยุด โครงการขนาดใหญ่และที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง อย่างมากที่สุดรัฐบาลมักจะเลือกยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แทนการยกเลิกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล และให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศตัดสินแทนการใช้กระแสโจมตีรัฐบาล หรือทางออกอีกทางหนึ่งคือ การปรับปรุงออกโครงการรับจำนำข้าวเฟส 2 เพื่อไม่ทำให้รัฐบาลเสียหน้าจากภาวะการขาดทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล” น.ส.ปุณฑรีก์กล่าว

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ