สั่งจำคุก2ชาวบ้านอีก3ยกฟ้อง คดีบุกรุกสวนป่าโคกยาว-ชัยภูมิ

สำนักข่าวลุ่มน้ำเซิน 29 ส.ค. 2555


เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ศาลจังหวัดภูเขียว อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ พิพากษาคดีบุกรุกสวนป่าโคกยาว เขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ให้นายเด่น คำแหล้ อายุ 60 ปี (จำเลยที่ 1) และนางสุภาพ คำแหล้ อายุ 57 ปี (จำเลยที่ 4) ชาวบ้านทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ สมาชิกเครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

 

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังของป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ประมาณ 200 นาย โดยการนำของนายอำเภอคอนสาร เข้าควบคุมพื้นที่กรณีพิพาทที่ดินสวนป่าโคกยาว เขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ซึ่งชาวบ้านได้เข้าไปทำประโยชน์มาก่อน และจับกุมชาวบ้านรวม 10 ราย โดยต่อมามีการฟ้องรองคดีกับชาวบ้านโดยเจ้าหน้าที่ป้องรักษาป่าที่ ชย.4 คอนสาร เป็นโจทก์ โดยแยกเป็น 4 คดี

 

 

นายบุญมี วิยาโรจน์ จำเลยที่ 2 กล่าวว่า การอ่านคำพิพากษาถือเป็นคดีที่ 4 จากทั้งหมดที่ได้มีคำพิพากษาไปแล้วก่อนหน้านี้แล้ว โดยศาลพิพากษายกฟ้องให้ตน และนางหนูพิศ วิยาโรจน์ จำเลยที่ 5 (ภรรยา) กับนางเตี้ย ย่ำสันเทียะ จำเลยที่ 3 (เพื่อนบ้าน) โดยวินิจฉัยว่า โจทก์เพียงตั้งข้อสงสัยว่าร่วมกันกระทำความผิดในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้แม้จะยอมรับคำตัดสินของศาล แต่มองว่ายังไม่มีความเป็นธรรมต่อชาวบ้าน เพราะจำเลยที่ 1 และ 4 นั้นยอมรับในชั้นการสืบพยานโจทก์ว่า พื้นที่ทำกินนั้นได้รับการสืบทอดมรดกมาจากพ่อตา และแม่ยาย ที่ได้เข้าทำประโยชน์มาก่อนมีการประกาศเขตป่าสงวนฯ กลับถูกดำเนินคดีมีความผิด ในข้อหาร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

 

นายบุญมีกล่าวว่า ตนกับพวกที่ถูกยกฟ้อง รวมทั้งชาวบ้าน ต่างแสดงความเสียใจและได้ร่วมกันให้กำลังใจต่อนายเด่น และนางสุภาพ ที่ถูกศาลตัดสินดำเนินคดีในครั้งนี้ และมองว่าเหตุใดศาลจึงไม่มีคำสั่งยกฟ้องทั้ง 5 ราย ทั้ง ๆ ที่เป็นคดีเดียวกัน รวมทั้งจำเลยอยู่ในพื้นที่เดียวกันด้วย

 

นายบุญมีกล่าวด้วยว่า ชาวบ้านในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานได้ใช้เงินกองทุนยุติธรรม ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งได้ทำเรื่องขอความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านในกรณีพิพาทสวนป่าโคกยาวนี้ประกันตัวออกมา เพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ในวงเงิน คนละ 200,000 บาท โดยสำรองไว้สำหรับคดีที่เหลืออยู่ก่อนหน้าแล้ว และตนกับเพื่อนบ้านที่ถูกดำเนินคดี ก็ยืนยันที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในพื้นที่พิพาท รวมทั้งจะจัดการบริหารที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนต่อไป

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับผลคดีก่อนหน้านี้ ในคดีแรก ศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พ.ค.55 ให้จำคุกนายคำบาง และนางสำเนียง กองทุย (สามี-ภรรยา) 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคดีที่ 2 พิพากษาวันที่ 13 มิ.ย.55 สั่งจำคุก นายทอง กุลหงส์ และนายสมปอง กุลหงส์ สองพ่อลูก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยคดีนี้ ศาลได้เพิ่มวงเงินประกันจากรายละ 100,000 บาท เป็นรายละ 200,00 บาท เป็นเหตุให้เงินที่เตรียมไว้ต้องถูกรวมมาประกันจำเลยเพียงรายเดียว คือนายสมปอง ลูกชายก็มีอาการพิการทางสมอง ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2555 น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ใช้ตำแหน่งประกันตัวนายทอง ส่วนคดีที่ 3 เป็นของนายสนาม จุลละนันท์ ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555

 

สำหรับป่าโคกยาว ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เมื่อปี 2516 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 290,000 ไร่ และมีโครงการปลูกสวนป่า ทดแทนพื้นที่สัมปทาน ด้วยการนำไม้ยูคาลิปตัสมาปลูกในพื้นที่เมื่อปี 2528 จนเกิดเป็นกรณีพิพาทที่ดินสวนป่าโคกยาวระหว่างชาวบ้านที่เคยทำกินในพื้นที่และหน่วยงานของรัฐ ก่อนจะมีมติ ครม.ปี 2553 เห็นชอบให้ชาวบ้านสามารถเข้าทำประโยชน์ในสวนป่าได้โดยไม่มีการข่มขู่ กักขัง และดำเนินคดีในช่วงที่กำลังมีการแก้ไขปัญหา แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาถูกคุกคามและจับกุมอยู่

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ