'ทีดีอาร์ไอ'ผุดไอเดียฟื้นสภาพป่าเมืองไทย ขาย‘พันธบัตร’สร้างแรงจูงใจ30ปี-20ล.ไร่ ระดมทุนเอกชน-ประกบแนวคิด'ซีเอสอาร์'

เอมพงศ์ บุญญานุพงศ์ ศูนย์ข่าว TCIJ 27 ก.ค. 2555 | อ่านแล้ว 963 ครั้ง

 

ท่ามกลางสถานการณ์ป่าไม้ถูกทำลาย  พื้นที่ป่าลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียง 107.6 ล้านไร่  กิจกรรมปลูกป่าและฟื้นฟูป่ายังทดแทนได้ไม่เพียงพอ และยังขึ้นอยู่กับการลงมือทำของคนที่เห็นประโยชน์  “พันธบัตรป่าไม้” เป็นอีกเครื่องมือทางการเงิน ที่จะช่วยสร้างสมดุลคนกับธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง เพราะสามารถนำมาใช้ระดมทุนหรือทรัพยากรจากนักลงทุนภาคเอกชนและประชาชนได้กว้างขวางมากขึ้น

 

ผลศึกษาแนวทางการดำเนินการพันธบัตรป่าไม้สำหรับประเทศไทย แนะตั้งองค์การมหาชนดำเนินการออกพันธบัตรป่าไม้ระยะยาว มีผลตอบแทนทั้งดอกเบี้ย และเป็นเครื่องมือด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility-CSR) เพิ่มโอกาสให้ผู้สนใจร่วมปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าได้ แม้ไม่ต้องลงมือเอง เพราะเงินจากการขายพันธบัตรจะนำไปใช้เพื่อปลูกป่าเพิ่ม เสริมป่าเก่า สร้างชุมชนคนรักษ์ป่า กำหนดตัวอย่างพันธบัตรระยะยาว 30 ปี ช่วยปลูกป่าและฟื้นฟูสภาพป่าเพิ่ม 20 ล้านไร่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกว. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำแนวทาง “พันธบัตรป่าไม้” มาใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าว่า ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้ของไทยลดลงไปมาก และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ โดยที่ไม่สามารถนำทรัพยากรจากงบประมาณปกติ มาใช้เพื่อการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าได้มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดของระบบการคลังในส่วนราชการ

 

ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้ และลดข้อจำกัดการพึ่งพิงทรัพยากรของภาครัฐ (งบประมาณและบุคลากร)  คือ การนำระบบพันธบัตรป่าไม้มาใช้ เพราะเป็นระบบที่ทำให้สามารถระดมทรัพยากรภาคเอกชนและภาคประชาชนได้โดยตรง ไม่ต้องไปพึ่งงบประมาณของรัฐเป็นหลัก โดยระบบนี้มีดำเนินการแล้วในประเทศชิลี และมีอีกหลายประเทศสนใจ อยู่ระหว่างศึกษาดำเนินการเช่นเดียวกับประเทศไทย คือ บราซิลและสหรัฐอเมริกา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พันธบัตรป่าไม้จะเป็นเครื่องมืออย่างดี ในการเพิ่มโอกาสให้กับผู้สนใจที่ไม่มีโอกาสได้ลงมือปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูสภาพป่า เข้ามาลงทุนซื้อพันธบัตรป่าไม้ ซึ่งเป็นพันธบัตรระยะยาว โดยมีผลตอบแทนคือดอกเบี้ย  และมากกว่านั้น การลงทุนพันธบัตรป่าไม้ในภาคเอกชน ยังเป็นเครื่องมือซีเอสอาร์ สร้างภาพลักษณ์องค์กรได้อีกทางหนึ่ง

 

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของพันธบัตรป่าไม้คือ การนำเงินที่ได้จากการซื้อพันธบัตรไปใช้ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ ด้วยการปลูกป่า และบำรุงรักษาป่าอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากที่ผ่านมา ลำพังการปลูกป่าตามภารกิจของหน่วยงาน หรือตามโครงการ วาระพิเศษต่าง ๆ ที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพยายามดำเนินการนั้นยังไม่เพียงพอ และขาดความต่อเนื่อง จึงไม่สามารถฟื้นคืนสภาพป่าได้มากนัก เมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าซึ่งถูกทำลายต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนแนวทางการดำเนินการพันธบัตรป่าไม้ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยนั้น การศึกษาได้ประมาณการรายรับและรายจ่าย โดยยึดหลักการที่ว่า เมื่อป่าไม้มีคุณค่าอนันต์ผู้ใช้หรือผู้ได้ประโยชน์จากป่าก็ควรจ่ายเพื่อนำเงินนั้นไปฟื้นฟูบำรุงรักษาธรรมชาติให้สมดุล รายรับจึงมาจากผู้ใช้ประโยชน์ระบบนิเวศป่าไม้ที่สมบูรณ์ขึ้น และให้ประโยชน์ได้ภายใต้การจัดการดูแลให้สมดุล ได้แก่ รายได้การทำไม้อย่างยั่งยืน การขายคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ การเก็บค่าน้ำจากผู้ใช้น้ำรายใหญ่ บางส่วนจากงบประมาณป้องกันปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งของรัฐบาล กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และรายรับอื่น ๆ เช่น งบประมาณด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงบประมาณในการฟื้นฟูดินเค็ม เป็นต้น

 

ประมาณการมูลค่าผลตอบแทนทางการเงินของป่าไม้เบื้องต้น ตลอดอายุพันธบัตร 30 ปี จะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าปลูก 20 ล้านไร่ โดยมีต้นทุนในการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าประมาณ 150,000 ล้านบาท ขณะที่จะมีรายรับจากระบบนิเวศป่าที่ดีขึ้น ประมาณ 460,000 ล้านบาท ผลตอบแทนทางการเงินของป่าไม้ตลอดอายุพันธบัตร จึงมีความคุ้มค่าคือราว 300,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อพันธบัตรเมื่อครบกำหนดเวลาได้

 

 

 

                 

 

 

 

                    “สำหรับต้นทุนในการปลูกป่าและฟื้นฟูป่านั้น ต้นทุนส่วนใหญ่คือการปลูกป่าและบำรุงรักษา ประมาณ 1.3 แสนล้านบาทตลอด 30 ปี  โดยการลงทุนจะน้อยลงเรื่อย ๆ ตามสภาพป่าที่ดีขึ้นในแต่ละปี  ส่วนต้นทุนในการทำไม้ประมาณ 22,000 ล้านบาท  โดยเลือกดำเนินการในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่บุกรุกปลูกพืชเศรษฐกิจ จากกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช”

 

การศึกษายังเห็นว่า แนวทางที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนคือ ต้องมีการตั้งองค์การมหาชนขึ้นดำเนินการ โดยการศึกษานี้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนสภาพองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ให้เป็นองค์การมหาชนที่มีภารกิจด้านการปลูกป่า มีกฎหมายเป็นของตนเอง สามารถออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนได้ และมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นของรัฐ

 

อย่างไรก็ตามแนวทางหนึ่งในการปลูกป่า และฟื้นฟูป่าในพื้นที่ซึ่งมีชุมชนอยู่กับป่า หรือมีการบุกรุกปลูกพืชเศรษฐกิจอยู่แล้ว ก็อาจปรับเปลี่ยนสร้างความร่วมมือ สร้างอาชีพใหม่ให้ทำหน้าที่ปลูกป่าและดูแลป่าและมีรายได้เพียงพอดำรงชีพ โดยไม่ต้องออกจากพื้นที่  ในระยะยาวคนเหล่านี้จะกลายมาเป็นผู้ปกป้องดูแลพื้นที่ป่า  และพันธบัตรป่าไม้ยังสามารถทำควบคู่ไปได้กับกิจกรรมปลูกป่าหรืออนุรักษ์ป่าอื่น ๆ ที่ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ กองทุนสวนป่า และธนาคารต้นไม้  เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดร.อดิศร์กล่าวด้วยว่า การปลูกป่าและฟื้นฟูป่าปีละ 1 ล้านไร่ก็ถือว่ามากแล้ว และสิ่งที่ควรจะทำในระยะ 1-2 ปีแรกคือ การสร้างรูปแบบชุมชนป่าไม้ ให้เป็นที่ประจักษ์กับชาวบ้าน ให้เป็นตัวอย่างชุมชน (1 ชุมชนหรือ 1 ยูนิต) จะใช้เนื้อที่ป่าประมาณ 20,000-30,000 ไร่ เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีขนาดใหญ่พอสมควร และจะแสดงให้เห็นว่า ฐานะความเป็นอยู่ รายได้ อาชีพเสริม โรงเรียน สาธารณสุข ทุกอย่างลงตัวไม่ต้องอพยพมาในเมือง อยู่ในนั้นครอบครัวก็อยู่ด้วยกัน และที่สำคัญรัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ไม่มั่นใจอย่างที่ผ่านมา ซึ่งมีลักษณะ “วันหนึ่งบอกให้เขาปลูกต้นไม้ และวันหนึ่งบอกให้เขาตัดต้นไม้”

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ