ศาลฎีการับคำร้องเพิกถอนคำสั่ง ไต่สวนการตายกรณี'ม็อบตากใบ'

ฮัสซัน โตะดง โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) 25 ก.ค. 2555 | อ่านแล้ว 724 ครั้ง

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงานว่า ศาลอาญามีคำสั่งรับฎีกาคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไต่สวนการตายกรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมพื้นที่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ของศาลจังหวัดสงขลา เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขอให้ส่งฎีกาให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปแล้ว

 

โดยทนายความของญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมอ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อปี 2547 จำนวน 34 คน ได้ยื่นฎีกาดังกล่าวต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งการยื่นฎีกาดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ผู้ร้องสามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยตรง หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่รับคดีไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 เนื่องจากเห็นว่าศาลจังหวัดสงขลา รับคดีไว้และพิพากษาไปแล้ว ศาลอาญาจึงไม่อาจรับคดีไว้พิจารณาอีก เป็นการต้องห้ามตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15

 

คดีนี้สืบเนื่องจาก ญาติผู้ตายทั้ง 34 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งไต่สวนการตายกรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่อ.ตากใบ ของศาลจังหวัดสงขลา ศาลอาญาจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นญาติผู้ตายทั้ง 34 คน จึงได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลอาญา

 

ผู้ร้องจึงได้ยื่นฎีกาโดยให้เหตุผลว่า คำร้องของผู้ร้อง มีวัตถุประสงค์ว่าคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลานั้น  ไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว การยื่นคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ไม่ใช่คดีที่ศาลจังหวัดสงขลารับไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งต้องห้ามตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา  15

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดเผยว่า เมื่อไม่มีศาลใดมีเขตอำนาจเฉพาะ จึงต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจทั่วไป   คือศาลอาญา เพราะศาลอาญามีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงได้ทั่วราชอาณาจักร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับคดีนี้มีการโอนให้ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณา ซึ่งคำสั่งไต่สวนการตายของศาลจังหวัดสงขลา กรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมอ.ตากใบ ในคดีหมายเลขดำที่ ช.16/2548 คดีหมายเลขแดงที่ ช.8 /2552 ระบุว่า ผู้ตายทั้งหมดเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ โดยไม่กล่าวถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย กล่าวคือ  ไม่ระบุข้อเท็จจริงเรื่องที่ผู้ถูกควบคุมตัว 78 คน ที่เสียชีวิต ถูกบังคับให้ถอดเสื้อและมัดมือไพล่หลัง บังคับให้นอนคว่ำหน้ากับพื้นรถยนต์บรรทุก ทับซ้อนกันเป็นชั้น ประมาณ  4-5 ชั้น และไม่ระบุชื่อบุคคลผู้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งเป็นผู้สั่งการหรือกระทำการอันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

 

จากคำให้การของประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุจำนวนมาก และพยานหลักฐานต่างๆ ในสำนวนได้ปรากฏข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างชัดแจ้ง รวมตลอดถึงข้อเท็จจริงสำคัญอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมผู้ร่วมชุมนุม และนำตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด

 

 

“คำสั่งของศาลจังหวัดสงขลาย่อมกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพในชีวิต และร่างกายของผู้ตาย และญาติผู้ตาย ซึ่งได้รับการรับร้องไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขัดกับบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา  150 และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรถูกเพิกถอนและมีคำสั่งใหม่ที่เป็นธรรม”

 

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุด้วยว่า ในตอนท้ายของฎีกา ผู้ร้องได้ระบุด้วยว่าคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลาที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิด ในการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสิทธิมนุษยชนแต่ประการใด และอาจเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยการปฏิบัติที่ทารุณ โหดร้าย และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

นอกจากนี้ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ศาลจังหวัดปัตตานี ไต่สวนพยานคดีชันสูตรพลิกศพ (ไต่สวนการตาย) ของนายสุไลมาน แนซา ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553 ในสภาพศพแขวนคอด้วยผ้าขนหนูมัดกับกรงเหล็กดัดหน้าต่างในห้องควบคุมตัว ของศูนย์เสริมสร้างสมานฉันท์ (ศสฉ.) ในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เป็นวันสุดท้าย ก่อนจะนัดฟังคำสั่งคดีชันสูตรพลิกศพในเวลา 13.30 น. วันที่ 20 กันยายน 2555

 

ในระหว่างการไต่สวน พยานปากหนึ่งซึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมตัวในสถานที่ และช่วงเวลาเดียวกับนายสุไลมาน เกรงว่า คำเบิกความบางส่วนอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของตัวเอง เพราะปัจจุบันยังมีเจ้าหน้าที่มาถามหาอยู่เป็นประจำ จึงกลัวและไม่สะดวกใจที่จะเบิกความ จึงขอศาลให้สืบพยานโดยลับ ศาลจึงสอบถามพนักงานอัยการแล้วไม่คัดค้าน จึงมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานปากดังกล่าวเป็นการลับ โดยให้บุคคลที่ไม่ใช่คู่ความในคดีออกจากห้องพิจารณาคดีทั้งหมด

 

คดีนี้พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอให้ชันสูตรพลิกศพต่อศาลจังหวัดปัตตานีเมื่อ วันที่  21 ธันวาคม 2553 ต่อมานายเจะแว แนซา บิดาของนายสุไลมาน ได้ยื่นคำร้องคัดค้าน เพื่อให้ทนายความได้ซักค้านพยานผู้ร้องและนำพยานฝ่ายตนเข้าไต่สวน เพราะเชื่อว่านายสุไลมานไม่ได้เสียชีวิตโดยการผูกคอตายด้วยตนเอง

 

การไต่สวนคดีนี้ใช้เวลานานเกือบ 2 ปี และเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน ทั้งฝ่ายอัยการและฝ่ายญาติได้นำพยานเข้าไต่สวนอย่างเต็มที่ โดยการสืบพยานครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 เป็นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง 1 ปาก วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ไต่สวนอีก 1 ปาก และในวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านอีก 3 ปาก หนึ่งในนั้นใช้วิธีไต่สวนลับ

 

สำหรับบิดามารดานายสุไลมานเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมและกองทัพบก ต่อศาลจังหวัดปัตตานีไว้แล้ว ศาลกำหนดนัดเริ่มสืบพยานในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ