ทีดีอาร์ไอแนะใช้ผลวิจัยให้คุ้มค่า ลดขั้นตอนซับซ้อน-ต่อยอดไปใช้

15 ก.ย. 2555 | อ่านแล้ว 454 ครั้ง

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานทีดีอาร์ไอ และคณะ เป็นผู้ศึกษาโครงการ วิเคราะห์สถานะการวิจัยและพัฒนาของประเทศ และจัดทำระบบการประเมินผลการวิจัยและพัฒนาของประเทศ  เนื่องจากที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีการทำการประเมินผลการวิจัยและพัฒนาของประเทศอย่างเป็นระบบและเต็มรูปแบบ ผลของการศึกษาจะช่วยตอบโจทย์ความคุ้มค่า และความจำเป็นของการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ที่ฝ่ายนโยบายควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการลงทุนนโยบายระยะสั้นอื่น ๆ

 

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า คณะวิจัยได้นำเสนอผลศึกษาในการสัมมนาหัวข้อ “ระบบการประเมินผลการวิจัยและพัฒนาของประเทศ : สรุปข้อเสนอเพื่อการนำไปปฏิบัติจริง” ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ประดับปานกลางด้วยกัน และประสิทธิภาพของงานวิจัยและพัฒนาของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ จึงมีความจำเป็นต้องทุ่มเททรัพยากรให้เกิดการวิจัยและการพัฒนา เพื่อสร้างปัญญาของคนมากขึ้น เพราะการวิจัยและพัฒนา ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับนักวิจัยเท่านั้นแต่ยังเกี่ยวข้องกับภาคีต่าง ๆ มากมาย ทั้งนักการเมือง ผู้กำหนดนโยบาย สำนักงบประมาณ  ฯลฯ

 

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า งานวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการในประเทศไทยนั้นมีประโยชน์ และทำให้เกิดผลตอบแทนทั้งที่วัดเป็นตัวเงินได้ และที่วัดเป็นตัวเงินไม่ได้นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่  เพราะมีข้อสงสัยมาตลอดว่าเป็นการทำวิจัยแล้วเอาไป “ขึ้นหิ้ง” ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ แต่จากการศึกษาโดยดูระบบประเมินการวิจัยของประเทศพบว่า มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อย ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ 

โดยการศึกษาได้ออกแบบ และจัดทำระบบประเมินผลการวิจัยของประเทศ โดยเน้นการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ ที่ให้ความสำคัญกับกลไกการสร้างความรับผิดชอบและความคุ้มค่า

 

การทำให้การประเมินง่ายและมีต้นทุนต่ำที่สุดต่อทุกฝ่าย โดยใช้ตัวชี้วัดใหม่เท่าที่จำเป็น ลดภาระในการรายงานข้อมูลโดยเชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการในปัจจุบัน  คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละสาขาวิชา ซึ่งจะมีผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบในรูปแบบที่ต่างกัน และใช้ระยะเวลาในการประเมินต่างกัน โดยพิจารณาตัวชี้วัดการประเมินทั้งปัจจัยนำเข้า ผลผลิต ผลลัพธ์/ผลกระทบ ใช้แนวทางการประเมิน ทั้งการประเมินในเบื้องต้นทันทีหลังโครงการเสร็จสิ้น  ประเมินการนำผลงานวิจัยไปใช้ช่วง 3-5 ปี หลังจากโครงการเสร็จสิ้น และประเมินผลกระทบ 5-10 ปี หลังจากโครงการเสร็จสิ้น

 

 

“สิ่งที่นำมาประเมินคือ ดูว่าใช้อะไร ใช้เงินเท่าไหร่ ใช้คนเท่าไหร่ และได้อะไรออกมา ซึ่งสิ่งที่ออกมาคือบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ ได้ทรัพย์สินทางปัญญา ได้สิทธิบัตร และเมื่อได้อย่างนี้แล้วการถูกนำไปใช้อย่างไร”

 

 

การศึกษานี้ได้แสดงตัวอย่างการประเมินผลกระทบสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ประเมินความคุ้มค่า (ตัวเงิน)ได้ยาก เช่น การประเมินผลกระทบสาขามนุษย์ศาสตร์ กรณีการวิจัยประวัติศาสตร์พม่า โดย รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์  ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และทำวิจัยในเรื่องประวัติศาสตร์  ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่ามายาวนาน จากงานวิจัยของ  รศ.ดร.สุเนตร ซึ่งได้ไปศึกษาจากหลักฐานประวัติศาสตร์ของพม่า ก่อให้เกิดมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์ของไทยและพม่า และก่อให้เกิดการถกอภิปรายต่อประเด็นต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ และมีผลกระทบในทางเศรษฐกิจตามมา ได้แก่ ผลิตบทความวิชาการและหนังสือต่างๆ เช่น พม่ารบไทย (พ.ศ. 2537), พระสุพรรณกัลยาจากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ (พ.ศ. 2542) เป็นวิทยากรให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์แก่ประชาชน เป็นที่ปรึกษาทางประวัติศาสตร์แก่หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท และตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ในการท่องเที่ยว ช่วยให้การท่องเที่ยวมีคุณภาพในทางวิชาการสูงขึ้น ก่อให้เกิดรายได้จากกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวอย่างจากการทำวิจัยของนักวิจัย 1 คน ที่ทำเรื่องที่คนรู้สึกว่าไกลตัว แต่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบและประเมินเป็นมูลค่าได้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

 

ดร.สมเกียรติกล่าวต่อว่า มีงานวิจัยลักษณะนี้อีกมาก แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการรวบรวมอย่างเป็นระบบ จึงไม่รู้ว่ามีอยู่เยอะแค่ไหนและก่อให้เกิดผลดีผลเสียอย่างไร และจุดอ่อนของการวิจัยและพัฒนาคือต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล ระบบประเมินผลการวิจัยของประเทศจะช่วยทำให้ตัวอย่างรูปธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมา และงานวิจัยอะไรที่ทำไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็จะถูกเลิกทำไป ระบบประเมินผลการวิจัยจึงมีความสำคัญมาก และภาครัฐต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนา 

การศึกษาให้ข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนระบบการประเมินผลการวิจัยและพัฒนาของประเทศ  โดยเฉพาะข้อเสนอแนะในการปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการประเมิน  พร้อมทั้งระบุปัจจัยความสำเร็จโดยให้ วช. ควรจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบและดูแลระบบฯ อย่างชัดเจน  จัดสรรทรัพยากร 5-7 เปอร์เซ็นต์ ให้ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดทำรายงานผลการประเมินประจำปี มีการสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้นักวิจัยให้ข้อมูล   และควรร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ทำ MOU กับหน่วยงานวิจัยในการกรอกข้อมูล ขอความร่วมมือจากคณะกรรมาธิการงบประมาณ ให้ไม่พิจารณาอนุมัติงบประมาณแก่โครงการที่เข้าข่ายเป็นงานวิจัย แต่ผู้ของบไม่ได้ยื่นเรื่องผ่าน วช. เป็นต้น

 

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาขึ้นมาจากการใช้แรงงานราคาถูก  และการเอาเปรียบทรัพยากรธรรมชาติไปเรื่อย ๆ  การจะออกจากวังวนตรงนี้ได้ก็ด้วยการลงทุนสติปัญญา ซึ่งก็ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา ตอนนี้เราได้ออกแบบระบบตัวอย่าง โดย วช.จะนำไปดำเนินการต่อและจะได้เครื่องมือ คือ วิธีการประเมิน และหากเป็นไปตามข้อเสนอของงานศึกษานี้จะทำให้ทุกปีจะต้องมีรายงานประจำปีออกมาว่า ระบบวิจัยของประเทศมีผลดี ผลเสีย ต้นทุน ทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน และมีผลกระทบอะไรที่ตกมาสู่ประชาชนบ้าง  สำหรับการนำไปใช้ก็น่าจะมีการคุยกัน 5 ส.1ว จะต้องมาเลือกดัชนีชี้วัดขึ้นมาร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ผู้วิจัยมากเกินไป

 

เมื่อมีระบบการประเมินที่เชื่อถือได้ตรงไปตรงมา เปิดกว้างโปร่งใส และประเมินออกมาได้ว่า งานวิจัยมีประโยชน์ต่อประเทศ   จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเกิดความเข้าใจ  และให้ความสำคัญในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณการลงทุนในเรื่องการวิจัยและพัฒนามากขึ้น  แทนการนำเงินไปใช้กับนโยบายเฉพาะหน้าหรือนโยบายระยะสั้นเท่านั้น

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ