พลิกปูมตั้ง ‘พรรคทวงคืนผืนป่าฯ’ จับตาสัญญาของ‘ดำรงค์ พิเดช’ งัดนโยบาย ‘เพื่อไทย’ อุ้มคนรุกป่า

ชุลีพร บุตรโคตร ศูนย์ข่าว TCIJ 12 ธ.ค. 2555 | อ่านแล้ว 2836 ครั้ง

ยังคงเป็นที่จับตาอย่างต่อเนื่องกับตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หลังการโบกมือลาตำแหน่งไปแบบไม่เงียบของนายดำรงค์ พิเดช กว่า 2 เดือนแล้ว ก็ดูเหมือนจะยังไม่มีทีท่าว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะนำวาระการแต่งตั้งเก้าอี้ผู้บริหารกรมนี้เข้าที่ประชุม ครม.ให้นายกฯ ฟันธงเสียที ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูหลายกระแส แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน ทำให้นายกฯ หญิงรู้สึกได้ การแช่แข็งเก้าอี้นี้จึงยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้อนาคต

 

และด้วยเหตุการณ์แช่แข็งอันยาวนานนี่เอง ทำให้ล่าสุดอดีตอธิบดี ซึ่งได้รับการยกย่องสนับสนุนจากฟากฝั่งนักอนุรักษ์อย่าง นายดำรงค์ พิเดช ออกมาประกาศผ่านหน้าสื่อว่า จะลุกขึ้นมาตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง ใช้ชื่อตรงตามเจตนารมณ์ว่า “พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย” โดยยึดเอานโยบายเรื่องการปกป้องทรัพยากรป่าไม้ของประเทศเป็นหลัก เพราะเห็นแล้วว่า ถึงวันนี้ยังมองไม่เห็นว่า จะมีพรรคการเมืองใดเห็นความสำคัญของการรักษาป่าไม้ของประเทศอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึงพรรคน้อยใหญ่อื่น ๆ และนี่ถือเป็นการเริ่มต้นการเดินทางบนถนนสายการเมืองเป็นครั้งแรกของนายดำรงค์ ที่เคยเปรยไว้ว่า “อาจจะต้องทำอะไรสักอย่าง” หากมองเห็นแล้วว่า รัฐบาลไม่รับไม้ต่อในการปกป้องผืนป่า จากการนำกำลังเข้าไล่รื้อนายทุนที่บุกรุกอุทยานฯ เพื่อทำกำไรจากการสร้างโรงแรม รีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวมีเงินเข้าชื่นชมธรรมชาติแบบเป็นส่วนตัว ทั้งที่ควรเป็นทรัพยากรของส่วนกลางของคนไทยทั้งประเทศ

 

เบื้องหลังการก่อตั้งพรรค “ทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย” ดูเหมือนจะไม่มีเหตุสลับซับซ้อนอันใด ให้น่าเคลือบแคลงสงสัย บางคนมองว่าเป็นเพียงการจมไม่ลงของอดีตอธิบดีคนดัง ที่ยังคงต้องการมีพื้นที่ในสังคม การประกาศตั้งพรรคการเมืองก็เป็นไปตามแนวทางเดิม ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับข้าราชการเกษียณมากมายในอดีต จึงจะไม่มีใครให้ความสนใจในเชิงลึกมากนัก แต่หากลองค้นลึกสืบสาวไปยังเบื้องหลังการเคลื่อนไหวนี้ ดูจะมีประเด็นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากแนวคิดการอนุรักษ์ป่าไม้ ที่กำลังหลงเหลืออยู่น้อยนิด สวนทางกับนโยบายการมุ่งใช้อุตสาหกรรมพัฒนาประเทศ ด้วยอภิมหาโปรเจคต่าง ๆ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รวมถึงการมองถึงการเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจ ด้วยความพยายามให้เกิดการลงทุน จากนายทุนเงินหนาทั้งหลาย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า มีแนวโน้มที่ทรัพยากรธรรมชาติ กำลังจะถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว ยังเป็นที่น่าสนใจว่า พรรคที่กำลังจะเกิดใหม่ของนายดำรงค์ แท้จริงแล้วเกิดจากอะไร ความมุ่งหวังจะรักษาทรัพยากรตามที่ประกาศไว้จริงหรือไม่ หรือแท้จริง คือ การหักหลังกันทางการเมืองจนที่สุด นายดำรงค์ต้องออกมาต่อสู้เพื่อขอทวงคืนคำสัญญาต่าง ๆ กันแน่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘ดำรงค์’แฉการเมืองกดดันทำเรื่องฟันนายทุนรุกป่า

 

 

ในการประชุมใหญ่สามัญสมาคมอุทยานแห่งชาติ ประจำปี 2555 เมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถิ่นเก่าของนายดำรงค์ คณะผู้จัดงานได้เชิญนายดำรงค์มาร่วมเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “ประสบการณ์การเป็นอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ของ ดำรงค์ พิเดช” ท่ามกลางศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันกว่า 200 คน โดยนายดำรงค์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานตลอด 1 ปี ในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ ถึงความยากลำบากในการปฏิบัติงานที่ต้องฝ่าด่านหินจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการรื้อถอน รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่ต้องต่อสู้กับการร้องขอ วิ่งเต้นจากนักการเมือง ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนรุกป่าเหล่านี้ จนเกือบทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ ก่อนเกษียณอายุราชการ

 

ซึ่งนายดำรงค์เรียกว่า เป็นรังสีอำมหิตที่ไม่ว่าใครมาเป็นอธิบดีคนต่อไปก็ต้องพบเจอ และเชื่อว่าเป็นรังสีสำคัญที่ทำให้การแต่งตั้งตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ล่าช้า ไม่มีการตั้งอธิบดีกรมอุทยานฯ คนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ได้ เพราะการเมืองยังมีแรงกดดันอยู่ ดังนั้นจึงมีแนวทางการต่อสู้คือจะเป็นผู้นำในการถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงห่วงใยในเรื่องทรัพยากรป่าไม้อย่างยิ่ง โดยให้เวลารัฐบาลคือหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 ธันวาคมนี้  

อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุอีกว่า นอกจากนั้นยังมีแนวทางในการต่อสู้โดยคิดว่าจะไปตั้งพรรคเล็ก ๆ ชื่อพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย จะทำเรื่องป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียว ไม่พูดเรื่องอื่น โดยเอาคนอุดมการณ์เดียวกันมาทำ หวังว่าจะได้ ส.ส. ระบบสัดส่วน 1-2 เสียง หรือแม้ไม่ได้สักเสียงก็ไม่ว่า เหมือนพรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถ้าใครจะลงเขตก็หาเงินมาลงเอง โดยจะไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคในวันที่ 12 ธ.ค.นี้

 

 

ประกาศตั้งพรรคการเมือง เอาเกลือจิ้มเกลือ

 

 

หลังประกาศตั้งพรรคการเมือง นายดำรงค์เปิดเผยถึงเหตุผลว่า วันนี้เรื่องป่าควรจะเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ตนทำมาทั้งหมดเป็นปี ก็เหนื่อยเปล่า และเสียเวลาไป ที่ผ่านมาตนและลูกน้องทั้งเหนื่อยทั้งเสี่ยงชีวิต จึงคิดว่าจะต้องมาตั้งพรรคการเมือง ปรึกษาเพื่อนฝูงที่เกษียณไปว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อนฝูงก็บอกว่า มันต้องเอาเกลือจิ้มเกลือ ตั้งพรรคการเมืองสู้ ส่วนจะได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่ได้ลงทุนอะไรมาก เพราะเป็นพรรคเล็ก ๆ ทำเรื่องป่าเป็นเรื่องเฉพาะกิจอย่างเดียว ไม่เอาเรื่องอื่น ส่วนเงินทุนที่ใช้ในพรรคก็เป็นเงินบำนาญส่วนตัวของแต่ละคน รวมทั้งขอรับบริจาคจากคนทั่วไป ส่วนรีสอร์ท นายทุนรุกป่าจะมาบริจาคหรือไม่ ก็คงไม่มีใครบ้าทำอย่างนั้น และเราก็ต้องดูให้รู้ว่าใครมาบริจาค เขาก็ต้องหวังประโยชน์อะไรอยู่แล้ว  เราก็หวังแค่ปาร์ตี้ลิสต์ 1-2 เสียงในสภา เพื่อให้มีโอกาสได้ต่อสู้เรื่องเหล่านี้บ้าง วันนี้นักการเมืองในสภาทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลแทบจะไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องปัญหาป่าไม้เลย

 

 

 

                  “คิดว่าพรรคของเราจะเป็นพรรคที่คนเกลียดมากที่สุด เพราะทำในเรื่องการทวงคืนผืนป่า เอาที่ดินคืนจากนายทุนกลับคืนมาเป็นของหลวง ไม่น่าจะมีใครชอบหรอก” นายดำรงกล่าว

 

 

ยอมรับโตมาจาก‘เพื่อไทย’แต่ปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะพรรคไม่รักป่า

 

 

นายดำรงค์กล่าวว่า ยอมรับว่าตนเคยบอกว่าหลังเกษียณจะไม่เล่นการเมือง แต่วันนี้มันปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะนักการเมือง 300-400 คนในสภา ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเรื่องป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาก็ยอมรับด้วยว่าตนเติบโตมาจากพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย ตนก็ยังรักพรรค แต่วันนี้นโยบายของพรรคเพื่อไทยสวนทางกับแนวคิดของตน ตนก็ทำเพื่อพรรคมาตลอด ไม่ใช่ไม่ทำ แต่เรื่องทรัพยากรป่าไม้จะปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะเป็นสมบัติชาติของคนไทยทั้งประเทศ ถามว่าสมัยเป็นอธิบดีทำไมตนทำงานได้ ก็เพราะตนไม่ฟังเขา แล้วก็สั่งเด็กให้ทำงานได้ แต่ก็ต้องดูว่าเด็กคนนี้มันดีจริง แต่เวลานี้ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจเหนือรักษาการอธิบดีไม่สั่งให้คนไปทำงาน ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยลงพื้นที่ที่มีปัญหา ไม่ใช่ว่าตนไม่รายงาน เพราะตนรายงานให้ทราบทุกครั้ง แต่วันนี้เขากลับทำอีกอย่าง ซ้ายสั่งให้ทำตามกฎหมาย แต่ขวาให้ชะลอไว้ก่อน

 

 

หักกันที่โควตา เก้าอี้รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ

 

 

เดิมทีมีการประเมินกันว่า นายดำรงค์ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคเพื่อไทยมาตลอด ตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย เพราะมีความใกล้ชิดกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่เติบโตมาจาก จ.เชียงรายด้วยกัน จะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ โดยขอโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีคืนจากนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ คนปัจจุบัน แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน เกิดการสลับขั้วอำนาจในพรรคเพื่อไทย จะเห็นว่าการปรับคณะรัฐมนตรี ครั้งล่าสุด นายยงยุทธ และแกนนำสายเสื้อแดงคนอื่น ๆ ถูกลดบทบาทจากพรรคลงอย่างมาก เป็นเหตุให้ไม่สามารถทวงคืนเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กลับมาที่สายเชียงรายตามเดิมได้

 

ขณะที่รัฐบาลและนายปรีชาก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไป ในเรื่องนโยบายป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่า ที่เคยทำไว้ในยุคนายดำรงค์ โดยอ้างว่าการรื้อถอนรีสอร์ท เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และวางเฉยกับเรื่องเหล่านี้จนเป็นที่น่าสังเกต จึงเป็นเหตุให้นายดำรงค์หันมาดำเนินการในเรื่องการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แทนที่จะกลับไปขายก๋วยเตี๋ยวตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ก่อนเกษียณ

 

 

อดทำร้านก๋วยเตี๋ยวเพราะรัฐบาลไม่เอาป่า

 

 

แหล่งข่าวใกล้ชิดนายดำรงค์เปิดเผยว่า ที่มาของพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีการตระเตรียมวางแผนล่วงหน้าอะไรมาก่อน  เพราะหากไม่มีตำแหน่งให้ทำงานต่อ ความตั้งใจเดิมของนายดำรงค์หลังเกษียณอายุราชการจะกลับไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวหมูสูตรเด็ด ที่มีเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่น้ำมันเจียวสดใหม่ โรยหน้าด้วยเต้าหู้ทอดกรอบ สูตรเฉพาะของนายดำรงค์ และการสร้างวัดในจ.เชียงราย ร่วมกับเพื่อนวนศาสตร์ รุ่น 37 เพื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรม เพราะเส้นทางชีวิตราชการของนายดำรงค์ เติบโตจากการทำงานในพื้นที่ จ.เชียงราย มาโดยตลอด จึงอยากทำเรื่องนี้ถวายเป็นพระราชกุศล แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่เอาแนวทางการยึดพื้นที่ป่าคืนจากนายทุน มองย้อนไปตั้งแต่การที่รัฐบาลตั้งใจจะปลดนายดำรงค์หลังการรื้อถอนบ้านทะเลหมอกรีสอร์ท ที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลาน ยังดีที่กระแสสังคมช่วยไว้ แต่หลังเกษียณถึงกับมีนโยบายให้ชะลอการจับกุมดำเนินคดี  ตลอดจนการจะนำพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาแจกสิทธิทำกิน (สทก.) และการแต่งตั้งอธิบดีกรมอุทยานฯ ที่ยังเป็นปัญหายืดเยื้อ ก็ถือว่ารัฐบาลไม่เอาป่าอย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประเดิมทุนตั้งพรรค 20 ล้าน

 

 

แหล่งข่าวระบุอีกว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นในกรมอุทยานฯ จากรับฟังจากข้าราชการรุ่นน้อง นำมาสู่การพูดคุยกันในหมู่เพื่อนฝูงของอธิบดีดำรงค์ว่า จะต้องจัดม็อบโพกผ้ามาประท้วงหน้ากรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ แล้วไปถวายฎีกาดีหรือไม่ แต่ก็กลัวว่ามันดูเป็นม็อบข้างถนนเกินไป แล้วก็มีการพูดคุยกันเล่นๆ ถึงการตั้งพรรคการเมืองในลักษณะประชดประชันสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากกว่า น่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาสู้เรื่องป่าโดยเฉพาะ ใช้ชื่อ “พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย” ชื่อย่อ ทปท. มีบางคนเสนอว่า ให้ใช้สัญลักษณ์พรรคเป็นรถแบคโฮหรือค้อนที่ใช้ทุบรีสอร์ท สิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกป่า ซึ่งก็เป็นเรื่องเฮฮาของเพื่อนร่วมรุ่นวนศาสตร์ 37 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เกษียณอายุราชการกันแล้วเท่านั้น

 

 

                    “จนกระทั่งการพบปะกัน 3 ครั้งหลัง ที่ได้มีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง และเห็นว่าน่าจะลองตั้งพรรคการเมืองมาสู้เรื่องป่าในสภาดู ได้หรือไม่ได้ ส.ส.ก็ไม่เป็นไร จากนั้นก็มีการประชุมวางตัวหัวหน้าพรรคคืออธิบดีดำรงค์ กรรมการบริหารพรรคที่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นวนศาสตร์ 37 เกือบทั้งหมด เพราะพวกเราไม่ได้มีการเตรียมตัวอะไรมาก่อน จึงยังไม่มีคนมีชื่อเสียงอื่นๆ มาร่วม ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า จะใช้ชื่อพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย ตัดคำว่า “แห่ง” ออกไป เพราะฟังดูไม่ค่อยเหมาะสม มันฟังดูให้ความรู้สึกคล้าย ๆ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่วนเงินทุนนั้นน่าจะใช้ไม่เกิน 20 ล้านบาท เพราะเป็นพรรคเล็ก ๆ  โดยมีอดีตนายตำรวจและนักธุรกิจในวงการจัดแสดงรถยนต์ ที่เป็นเพื่อนและชื่นชอบแนวทางการทำงานของนายดำรงค์เป็นผู้สนับสนุนหลัก” แหล่งข่าวระบุ

 

 

คณะกรรมการพรรคลูกน้องเก่าอุทยานแห่งชาติ

 

 

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการผู้บริหารพรรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการกรมอุทยานฯ ที่เกษียณไปแล้ว ประกอบด้วย 1.นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรค 2.นายชัยรัตน์ ชยามฤต รองหัวหน้าพรรค 3.นายฉกาจ ลาภานุพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค 4.นายอาวุธ ปรีชาวุธ รองหัวหน้าพรรค 5.นายสุธีร์ พิพิธพรสิริกุล รองหัวหน้าพรรค 6. นายจตุพร มังคลารัตน์ รองหัวหน้าพรรค 7.นายสุนทร วัชรกุลดิลก รองหัวหน้าพรรค 8.นายธิติ กนกทวีฐากร เลขาธิการพรรค 9.นายวิลาศ ผิวเหมาะ รองเลขาธิการพรรค 10.นายวัรชัย วิรานันท์ เหรัญญิก 11.นายประมุข ทิชากร นายทะเบียนพรรค 12.นายวีระพล สุทธิพรพลางกูร โฆษกพรรค13.นายศานิตย์ ลีนะธรรม กรรมการบริหารพรรคอื่น ๆ 14.นายเอกรัฐ พนาวงศ์ กรรมการบริหารพรรคอื่น ๆ 15.นายนิพิท ลีนะธรรม กรรมการบริหารพรรคอื่น ๆ

 

 

 

 

‘ปรีชา’ เย้ยไม่ใช่คู่แข่ง ‘เพื่อไทย’ เอ็นจีโอหนุนชี้เป็นพรรคทางเลือก

 

 

ขณะที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายดำรงค์ที่จะคิดและทำได้ เพราะเกษียณอายุราชการและไม่ได้เป็นลูกน้องตนแล้ว แต่พรรคทวงคืนผืนป่าฯ คงไม่ได้เป็นคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยแน่นอน

 

ด้านนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ตนมองในแง่บวกว่าการตั้งพรรคการเมืองเป็นทางหนึ่งที่จะสื่อสารหรือแสดงแนวคิดในเรื่องการทวงคืนผืนป่า และการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติออกมาให้สังคมรับรู้ แม้จะได้หรือไม่ได้ ส.ส.ในสภาก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องดีและไม่ใช่เรื่องเสียหาย ทั้งนี้การออกมาตั้งพรรคการเมืองของนายดำรงค์ ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้มองเห็นความไม่เป็นเอกภาพของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนโยบายด้านป่าไม้ ทรัพยากรและการอนุรักษ์  ซึ่งพรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  และหากพรรคของนายดำรงเกิดขึ้นได้จริง และมีนโยบายจริงจังในเรื่องป่าไม้ ก็จะเรียกได้ว่าเป็น “พรรคกรีน” พรรคแรกของเมืองไทย เหมือนในต่างประเทศ ที่มีพรรคการเมืองที่ทำในด้านสิ่งแวดล้อมทุก ๆ ด้านเป็นหลัก แม้พรรคนี้อาจจะเพิ่งเริ่มทำเรื่องเดียวคือเรื่องป่าไม้  แต่ถือเป็นทางเลือกที่ดีของประชาชนอีกทางหนึ่ง

 

ด้านนางวัฒนา วชิโรดม  เลขาธิการเครือข่ายการจัดการวิกฤติป่าและน้ำ กล่าวว่า การตั้งพรรคของนายดำรงค์  เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะที่ผ่านมาไม่มีพรรคการเมืองใดสนใจ นโยบายเกี่ยวกับป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและการทวงคืนผืนป่าอย่างจริงจัง มีแต่นโยบายเอาที่ดินของรัฐและผืนป่าทั้งอุทยานฯ และป่าสงวนแห่งชาติไปแจกชาวบ้านที่ตนเองคิดว่ายากจน  แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เพราะสุดท้ายก็ไปตกอยู่ในมือของนายทุนหมด และใช้การแจกที่ดินให้ชาวบ้านเป็นเครื่องมือในการหาเสียง แม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ได้เอาจริงเอา ถ้านายดำรงตั้งพรรคด้วยความตั้งใจจริงในการทวงคืนผืนป่ากลับคืนมาก็น่าสนับสนุน น่าจะได้รับการยอมรับจากประชาชน ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็คงเป็นกลุ่มนายทุนที่สูญเสียผลประโยชน์

 

หลังจากนี้คงจะต้องติดตามกันต่อว่า “พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย” จะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างไร แม้นายดำรงค์จะออกตัวไว้ล่วงหน้าว่า ไม่ได้ต้องการเก้าอี้ ส.ส.มากมายนัก ขอเพียงได้เข้าไปพูดเรื่องป่าในสภาฯ บ้าง แต่หลายฝ่ายก็เชื่อว่า กระแสการอนุรักษ์ที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในทุกกลุ่มก้อน ในหลายหลายพื้นที่ในประเทศไทย ก็น่าจะเป็นกำลังหลักที่จะส่งให้พรรคของนายดำรง มีโอกาสส่ง ส.ส.เข้าไปนั่งในสภาฯ ได้บ้าง

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ