ชี้ช่องทางเลี่ยงจ่ายค่ายามหาโหด ลอกคราบ ‘รพ.เอกชน’คิดอย่างไรถึงแพงสุดขั้ว !

9 ก.พ. 2555


 

มีรายงานและผลวิจัยหลายชิ้น ที่ระบุถึง คนเอเชีย รวมถึงคนไทยมีการใช้จ่ายเงิน เพื่อการรักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยประมาณ 20% ซึ่งเป็นผลให้ธุรกิจโรงพยาบาลที่มิได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล หรือที่เรียกกันว่า โรงพยาบาลเอกชนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว



เมื่อผนวกกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้าน สุขภาพแห่งเอเชีย (Medical Hub of Asia ) ธุรกิจรพ.เอกชนก็ยิ่งคึกคักมากขึ้น สะท้อนได้จากภาพความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการลงทุนเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี บุคลากร รวมไปถึงการควบรวมระหว่างกลุ่มรพ.เอกชนด้วยกันเอง

 

ไม่ว่าจะ เป็น รพ.พญาไท-เปาโล ควบรวมเข้ากับรพ.กรุงเทพ หรือ รพ.กรุงเทพ บุกเข้าซื้อหุ้นบำรุงราษฎร์ จนถึงล่าสุดรพ.บำรุงราษฎร์เข้าถือหุ้นในรพ.เกษมราษฎร์ เพื่อขยายเครือข่าย เพิ่มความแข็งแกร่ง อันจะเกิดผลในแง่การลดต้นทุนในด้านต่างๆ ตามหลัก Economies of scale ซึ่งจะประหยัดต่อการจัดซื้อสินค้าอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์

 

ทว่าสิ่งน่าตระหนกของการควบรวมที่เกิดขึ้นของกลุ่มรพ.เอกชนเหล่านี้ นั่นก็คือ “จุดประสงค์ในการสร้างเครือข่าย”

 

เนื่อง เพราะรพ.เอกชนเหล่านี้ ไม่ได้ต้องการสร้าง Economies of scaleเพื่อให้ต้นทุนลดลง แล้วนำส่วนต่างมาคืนกำไรให้กับผู้ใช้บริการ แต่พวกเขาต้องการสร้างเครือข่ายธุรกิจ เพื่อรองรับการแข่งขันในการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 รวมทั้งสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับกลุ่มทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาฮุบกิจการในไทยต่างหาก

 

หมาย ความว่า ค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนที่มีแนวโน้มถีบตัวสูงขึ้น เพราะกระบวนการรักษาและบำบัดโรคภัยไข้เจ็บที่มีความซับซ้อนมากขึ้นตาม พัฒนาการของโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี รวมไปถึงการแข่งขันของบริษัทยา ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการตลาดสูงเพิ่มขึ้น(อ่านล้อมกรอบชำแหละปมคนไทยซื้อยา ราคาแพง ) และนั่นได้นำไปสู่ของปัญหาการคิดค่ายาในรพ.เอกชนที่มีราคาแพงแบบสุดขั้ว !

เสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการ

พนักงาน ประกันชีวิตรายหนึ่ง ได้สะท้อนเรื่องราวดังกล่าวนี้ผ่านการโพสต์ผ่านSocial Network ว่า จากการเข้าไปเยี่ยมเยียนลูกค้าที่ประกันกลุ่ม พบว่าสิ่งที่ได้ยินจากลูกค้าคล้ายกันก็คือ ค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแพงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นองค์กรที่มีชาวต่างชาติทำงานด้วย จะเห็นชัดเจนมากว่า ค่ารักษาพยาบาลปัจจุบันไม่ใช่มีแค่ค่ายากับค่าตรวจ แต่จะมี ค่าล่าม ค่าแพทย์รักษา ค่าบริการพยาบาล ค่าบริการแพทย์ ค่าบริการพยาบาล ค่ายา ค่าเครื่องมือตรวจ ฯลฯ

“ถ้านอนพักรักษาที่โรงพยาบาลอาจจะ มีมากกว่า นั้น เช่นค่ากิ๊ฟท์เซ็ท ค่าใช้ที่รองปัสสาวะ ค่าทิชชู ค่าจอดรถของญาติซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ใช่มีแค่โรงพยาบาลไฮคลาสอย่าง บำรุงราษฎร์ ,บีเอ็นเอช ,กรุงเทพ นะครับ ทว่าได้เริ่มแพร่กระจายมาโรงพยาบาลเอกชนระดับถัดลงมาแล้ว”

ผู้ ใช้ บริการซึ่งเป็นผู้หญิงรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า สามีและเธอเองมีเรื่องต้องไปหาหมอแทบทุก 3 เดือน แล้วหมอก็จะให้ยามาซึ่งทุก 3 เดือน ซึ่งค่ายาของแต่ละคน แต่ละครั้งประมาณ 5 หมื่นบาทบ้าง 6 หมื่นบาทบ้าง ซึ่งเธอและสามีก็ก้มหน้าก้มตาจ่ายไป แต่ทว่าครั้งล่าสุดเธอพบว่า หมอจ่ายยาให้สามีของเธอสำหรับ 3 เดือนเป็นเงินถึง 98,000 บาท เรียกว่าเกือบหนึ่งแสน ซึ่งเธอตกใจมาก

ดัง นั้น จึงไปสอบถามร้านขายยาว่า ยาที่ใช้ อาทิ ยาEzetrol ลดไขมันขายเม็ดละเท่าไร ซึ่งร้านขายยาบอกว่า 50 บาทขณะที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นขาย เม็ดละ 117 บาท หรือ ยา Nexium 40mg . ซึ่งเป็นยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะที่ร้านขายยาขายเม็ดละ 55.75 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชนขายเม็ดละ 156 บาท

ดังนั้น เธอจึงนำรายละเอียดของยาพร้อมราคายาของโรงพยาบาลแล้วศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ ราคายาที่ทางกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เป็นราคากลาง ซึ่งเธอก็พบว่า ราคายาที่ต้องจ่ายถึง 9 หมื่นกว่าบาทในขณะที่ราคากลางของกระทรวงฯเพียง3 หมื่นกว่าบาทรวมแล้ว เบ็ดเสร็จ เธอต้องจ่ายแพงขึ้นถึง 6 หมื่นกว่าบาท

นี่ เป็นตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น ถึงค่ายาจากโรงพยาบาลเอกชนที่ลูกค้าหลายคนเข้าไปใช้บริการแล้วประสบปัญหาค่า รักษาที่แพงเกินความเป็นจริง

ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้ทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เองก็ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนถึงความเดือดร้อนในการเข้า รับการรักษาโรงพยาบาลเอกชนที่มีการคิดราคาสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐบาลมาก โดยเฉพาะราคายาที่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งมีกำไรจากราคายามากถึง 30-200% ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐ หรือร้านขายยาทั่วไปมีกำไรแค่ 15-30% ส่วนค่าตรวจรักษาพยาบาลพบว่าโรงพยาบาลเอกชนมีการปรับเพิ่มราคาจากปี 2545 จนถึงบัดนี้สูงถึง 66% ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐเพิ่มขึ้นแค่ 11% และเมื่อเทียบอัตราค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนกับรัฐแตกต่างกันถึง 194%

ชำแหละค่าต๋งบริษัทยา - รพ.

แหล่ง ข่าว ด้านเภสัชกรโรงพยาบาลเอกชน ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ยอมรับกับ “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์ ว่า เป็นความจริง ที่เกิดขึ้นกับรพ.เอกชน โดยเฉพาะการบวกราคายาซึ่งเป็นรายได้หลักโดยตรง ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลจะคิดไม่เท่ากัน โดยหลักคิด คือ ถ้าเป็นยาราคาไม่แพงนัก ก็อาจจะชาร์จมากอาจจะเป็น 5-10 เท่า แต่ ถ้าเป็นยาราคาแพงก็จะชาร์จไม่มาก แต่โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่จะชาร์จเพิ่มเริ่มต้นที่ 30% ขึ้นไป จนไปถึง 200-300%

“คุณ รู้ไหม ทำไมค่ารักษาพยาบาลระหว่างโรงพยาบาลรัฐกับเอกชนจึงต่างกันหลายเท่า เพราะโรงพยาบาลรัฐไม่มีค่าก่อสร้างอาคาร ค่าจ้างบุคลากร หรืออื่นๆ ทั้งหมดนี้อยู่ในงบประมาณที่รัฐบาลจัดให้ แต่โรงพยาบาลเอกชนมีค่าก่อสร้างอาคาร ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟฟ้า และอื่นๆ ทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องนำมาคำนวณในการคิดค่ารักษาพยาบาลและค่ายาก็ เป็นส่วนสำคัญที่จะหารายได้มากที่สุด”

กระนั้น เภสัชกรรายนี้ บอกว่า เหตุผลข้างต้าน ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดของราคายาที่แพงมากในโรงพยาบาลเอกชน แต่ส่วนหนึ่งมาจาก การแข่งขันของบริษัทยาที่ทำการตลาดกันรุนแรง โดยตั้งราคายาสูงเกินจำเป็นแล้วตัดเงินมาทุ่มกับผู้เกี่ยวข้อง

“ทุก วันนี้ถ้าคุณๆไปนั่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วบังเอิญคุณเป็นคนที่กว้างขวางรู้จักบรรดาแพทย์ เภสัชกรที่ทำงานโรงพยาบาล คุณจะพบว่าแทบทุกวันมีการสปอนเซอร์จากบริษัทยา นำบุคลากรเหล่านี้เดินทางไปต่างประเทศ โดยใช้การประชุมวิชาการบังหน้า บางครั้งก็ทำรายการเที่ยวล้วนๆด้วยซ้ำไป ยิ่งเป็นแพทย์ที่อยู่ในคณะกรรมการจัดซื้อยา ที่มีอำนาจในการดันรายชื่อยา หรือหมอคนนี้มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ จะเป็นแกนนำในการใช้ยา จะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ ”

เขา เล่าต่อว่า อย่างไรก็ตามการเข้าไปจับคนที่มีPowerในการจัดซื้อยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องไปหา “มือปืนมายิง”ซึ่งเป็นศัพท์แสลงใช้เรียกหมอออกตรวจคนไข้ทั่วไปในรพ. เนื่องจากแพทย์เหล่านี้จะมีอำนาจในการสั่งยาจ่ายยาโดยตรง และถ้าหมอคนเดิมทำบ่อยๆ ทางรพ.อาจจะเรียกหมอมาคุยและซื้อมาเป็นล็อต นั่นหมายถึงหมอคนนั้นก็ได้เงินทันที หรือ กรณีใช้หมอเป็นตัวกลางในการสั่งยา กรณีที่คนไข้หาซื้อยาไม่ได้

โดย เฉพาะยามะเร็ง ส่วนใหญ่จะหาซื้อยาก เพราะราคาสูง ร้านขายยาไม่ค่อยนิยมสต็อกไว้ และเวลาขายแต่ละครั้งต้องขายตามใบสั่งแพทย์ แถมยังต้องมีบันทึกรายงานส่งอย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ซึ่งยุ่งยาก หรือหากคนไข้จะไปซื้อตรงกับโรงงานก็ไม่ได้ เพราะกฏหมายระบุไว้ว่า จะซื้อขายโดยตรงกับผู้ป่วยไม่ได้ ดังนั้นคนไข้ส่วนใหญ่ก็ต้องซื้อผ่านแพทย์หรือไม่ก็โรงพยาบาลที่ได้รับการอนุ ญาติ

“ตอนนี้ เป็นเรื่องปกติของการทำการตลาดไปแล้ว เพราะบริษัทยาเหล่านี้จะมีเซลสวยๆ มีของขวัญมาให้ มีการตั้งเป้าหมายแต่ละคนจะได้ทำตัวเลขเท่าไร บริษัทจะมีสนับสนุนเช่นวิชาการ เทคนิคการขายที่จะต้องมี นอกเหนือจากนั้นเซลเหล่านี้ ยังมีงบพิเศษสนับสนุนการขายอีกด้วย เช่นการเบิกงบเอ็นเตอร์เทนต์ งบซื้อของขวัญ ขึ้นอยู่กับวอลุ่มในการทำยอดขายของเซลแต่ละคน เช่น ถ้าเซลคนนั้นมียอดขายเดือนละล้าน ถ้าจะของบสนับสนุนการขายครั้งละ 1-2 หมื่นก็จะได้รับการอนุมัติได้ไม่ยาก”

อย่าง ไรก็ดี “เวทิต อรรถเวชกุล” ผู้อำนวยการองค์การเภสัช ได้กล่าวกับ “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์”ว่า การที่ยาของภาคเอกชนแพงกว่ายาของภาครัฐนั้น เชื่อว่ามาจากหลายปัจจัย คือ 1.จำนวนการผลิตเขาต่ำกว่าหรือเปล่า 2.เขาต้องการกำไรมากไปหรือเปล่า 3.มาตรฐานที่องค์การอาหารและยา (อ.ย.) ต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

และ 4.การแข่งขันของบริษัทจำหน่ายยาจากต่างประเทศ ทั้งประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งหากมีการเปิดการค้าเสรีในปี 2558 เชื่อว่าจะควบคุมตรงนี้ได้ยากขึ้น เพราะปัจจุบันมูลค่ายาจากที่ซื้อจากบริษัทต่างประเทศมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 70,000-80,000 บาท ขณะที่มูลค่าของการซื้อยาภายในประเทศมีเพียง 30,000 ล้านบาทเท่านั้น

“ รพ.เอกชนใช้ยาที่มาจากต่างประเทศทำให้ราคาจำหน่ายยาต้องสูงขึ้น โดยกำไรจากการจำหน่ายยาจะอยู่ที่นโยบายของรพ. ยาบางตัวกำไรเป็น 100% ขณะที่บางตัวก็กำไรแค่ 10% เท่านั้น ทั้งนี้ ยาที่แพงในปัจจุบันมีอยู่หลายตัว อย่าง ยารักษาโรคมะเร็ง ยารักษาโรคเลือด ยาพวกนี้ที่ยังมีสิทธิบัตรอยู่ทำให้ยาเหล่านี้มีราคาจำหน่ายแพง ซึ่งสิทธิบัตรยาจะมีอายุถึง 20 ปี “

ส่วน การมองว่ายาแพงเพราะส่วน หนึ่งต้องจ่ายค่าเปอร์เซ็นต์ให้กับแพทย์ นั้น ในมุมมองของ “เวทิต” แล้วเห็นว่า การจ่ายเงินค่าเปอร์เซ็นต์ให้กับแพทย์นั้น ในความเป็นจริงแล้วแพทย์ไม่มีสิทธิได้เงินตรงนั้น แต่เงินส่วนนี้บริษัทยาจะจ่ายให้เป็นเงินสวัสดิการของรพ.รัฐ ซึ่งจะมีคณะกรรมการดูแล โดยเงินดังกล่าวรพ.รัฐจะใช้ในการบริหารจัดการรพ. แต่รพ.รัฐบางแห่งก็ไม่มีนโยบายดังกล่าว ขณะที่รพ.เอกชนก็มีหลายแห่งที่ไม่มีนโยบายตรงนี้ อย่างรพ.เอกชนที่บริหารงานโดยครอบครัว

ส่วน การควบคุมราคายานั้นหาก เป็นรพ.รัฐก็มีหน่วยงานอย่างประกันสังคม บัตรทอง กรมบัญชีกลาง ฯลฯ ควบคุมอยู่แล้วเพื่อให้ราคายาเป็นที่พอใจของแพทย์และคนไข้ ขณะที่รพ.เอกชนหลายแห่งที่เข้าโครงการประกันสังคม บัตรทอง ฯลฯ ก็จะมีหน่วยงานพวกนี้ควบคุมเพื่อให้ค่าใช้จ่ายยามีความสมเหตุสมผล

รพ.เอกชน แจงเหตุ
ยาแพงเพราะต้นทุนสูง


จาก กรณีดังกล่าว “ผู้จัดการ 360 องศรายสัปดาห์”จึงได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง “นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 ที่ได้ชี้แจงว่า การที่ค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนมีราคาที่สูงกว่าของโรงพยาบาลรัฐนั้น เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนมีการรวมเรื่องค่าบริการ ค่าแพทย์ และค่าอื่นๆ ในขณะที่โรงพยาบาลรัฐไม่มีการคิดค่าดังกล่าวทำให้ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน แพงกว่าโรงพยาบาลรัฐ

สำหรับ กลุ่มยาที่มีราคาแพงจะเป็นกลุ่มยารักษา โรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน เนื่องจากเป็นยาที่ไม่สามารถผลิตในไทยได้ทำให้ราคาแพง โดยราคายาที่ผลิตจากต่างประเทศจะสูงกว่ายาที่ผลิตในประเทศไทยมากถึง 50% อย่างไรก็ดี ราคายาของโรงพยาบาลแต่ละแห่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่โรงพยาบาล อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันราคาจะไม่แตกต่างกันมากนัก

ส่วน ข้อกล่าวหาที่ว่าแพทย์รับเงินใต้โต๊ะจากบริษัทยาเพื่อช่วย บริษัทยาจำหน่ายยานั้น เชื่อว่าไม่มีเนื่องจากผิดจรรยาบรรณของแพทย์ นอกจากนี้ แพทย์ที่มีจรรยาบรรณจะต้องจ่ายยาให้ตรงกับโรคและตัวบุคคล ดังนั้น การรับเงินใต้โต๊ะจึงไม่มีทางที่แพทย์จะทำอยู่แล้ว

สำหรับ การที่ บริษัทยาเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับโรงพยาบาลเพื่อแลกกับ การซื้อยานั้น บริษัทยามีหน้าที่ในการสนับสนุนเรื่องวิชาการให้กับแพทย์อยู่แล้ว แต่หากบริษัทยาที่เข้ามาสนับสนุนวิชาการเพื่อแลกกับการซื้อยานั้น โรงพยาบาลจะไม่สนับสนุนบริษัทดังกล่าว

ส่วน การควบรวมโรงพยาบาลระหว่างเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลกับโรงพยาบาลกรุงเทพ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา เชื่อว่าจะช่วยเรื่องของการจัดซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์ได้ไม่น้อย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะลดค่าใช้จ่ายได้เท่าใด

ผู้ บริหาร รพ.เอกชนอีกรายหนึ่งกล่าวเสริมว่า ค่ายา เป็นเอกสิทธิ์ของโรงพยาบาลว่าจะตั้งราคาเท่าไหร่ โดยทั่วไป จะรวมค่าบริหารจัดการของโรงพยาบาลเข้าไปด้วย ไม่ใช่คิดเฉพาะต้นทุนยาเหมือนในโรงพยาบาลรัฐ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ที่มีการรวมค่าบริหารจัดการเข้าไปด้วยส่วน Doctor Fee กับค่าพยาบาล จะเป็นส่วนของแพทย์ หรือพยาบาล ซึ่งปกติโรงพยาบาลไม่ได้มีกำไรจากส่วนนี้อยู่แล้ว

“กำไร โรงพยาบาล เอกชนส่วนใหญ่จะอยู่ตรงค่ายา กับค่าอุปกรณ์ครับ หักไปหักมาแล้ว กำไรจริงๆ จากการขายยาอยู่สัก 10 เปอร์เซ็นต์ ที่แพงๆ นั่น Overhead Cost ทั้งนั้น ถ้าทำใจจ่ายไม่ได้ ก็ต้องใช้บริการคลินิก หรือโรงพยาบาลรัฐ ที่มีการสนับสนุน Overhead Cost ส่วนนี้จากภาษีจะดีกว่า”

สอด คล้อง กับการให้สัมภาษณ์ของ “ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์” ผู้อำนวยการด้านการแพทย์กลุ่มภูมิภาค โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเคยชี้แจงเรื่องนี้ผ่านนิตยสารผู้จัดการว่า รายได้ จากโรงพยาบาลจะมีรายรับมาจากการหักเปอร์เซ็นต์ค่าพบแพทย์ โดยหักจากผู้ป่วยนอก (OPD) 15% เป็นค่าใช้จ่ายด้านสิ่งอำนวยความสะดวกแก่แพทย์ แต่สำหรับผู้ป่วยใน (IPD) ทางโรงพยาบาลจะไม่หักเปอร์เซ็นต์ค่าแพทย์ไว้ แต่จะมีรายได้ในส่วนของ ค่าพยาบาล ค่าเครื่องมือแพทย์ ค่าพื้นที่ ที่ได้จากการเรียกเก็บจากคนไข้ นอกจากนี้ รายได้แหล่งใหญ่ของโรงพยาบาลยังมาจากการขายยา ซึ่งราคาค่ายากจะถูกบวกค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการตรวจรักษาเข้าไปด้วย และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมยาในโรงพยาบาลจึงแพงกว่าร้านขายยาทั่วไป

"คน ไข้มักจะลืมไปว่าในห้องตรวจมีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้แพทย์ไม่ได้เป็นคนออก จึงต้องมีส่วนอื่นเข้ามาช่วย ซึ่งบางแห่งก็คิดค่าใช้จ่ายตรงนี้ประมาณ 50-80 บาท" น.พ. สิน ไขข้อข้องใจ

สำหรับ อัตราค่ารักษาพยาบาล ในส่วนของค่าพบแพทย์ (doctor fee) ทางบำรุงราษฎร์จะกำหนดพิสัย (range) เป็น guideline ไว้ให้แพทย์ในการเรียกเก็บโดยจะพิจารณาเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลที่เป็น Treasury Care เหมือนกัน แต่จะไม่มีการกำหนดไว้ตายตัวเพราะอัตราค่าพบแพทย์ที่เป็นระดับอาจารย์แพทย์ จะสูงกว่าระดับปกติ ซึ่งนี่ก็เป็นคำตอ