8จว.ลุ่มน้ำโขงบุกร้องผู้นำ4ชาติ จี้ทบทวนสร้างเขื่อนไซยะบุรี

เอมพงศ์ บุญญานุพงศ์ ศูนย์ข่าว TCIJ 1 พ.ค. 2555


 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 พ.ค.ชาวบ้านลุ่มน้ำโขงเดินทางไปยังโรงแรมเมอเวนพิก จ.ภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือในงานประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (MRC) ทบทวนบทบาทในการกำกับดูแลข้อตกลงแม่น้ำโขง

และเรียกร้องให้รัฐบาลลาวหยุดการฝ่าฝืนมติ MRC กรณีเดินหน้าเขื่อนไซยะบุรี

แกนนำเครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จ.เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ระบุว่า หลังจากติดตามกรณีการพัฒนาโครงการในแม่น้ำโขงมาตลอด มีความกังวลใจอย่างยิ่งต่อโครงการเขื่อนไซยะบุรี ที่ MRC มีหน้าที่กำกับดูแล กระบวนการแจ้งและปรึกษาหารือ หรือ PNPCA ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 ซึ่งมีโครงการเขื่อนไซยะบุรีเป็นโครงการแรก ที่ปฏิบัติตามกรอบข้อตกลง ในฐานะโครงการเขื่อนบนลำน้ำโขงสายหลัก จากทั้งสิ้น 12 โครงการ ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 6 เดือน ในการรับฟังความคิดเห็นใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยมีการประชุมในวันที่ 19 เม.ย.2554 มีมติให้เลื่อนการตัดสินใจไปสู่ระดับคณะมนตรี

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2554 คณะมนตรีแม่น้ำโขง จากทั้ง 4 ประเทศ ได้มีมติให้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำโขง จึงเท่ากับว่าโครงการเขื่อนไซยะบุรี ยังไม่ได้รับฉันทามติจาก 4 ประเทศสมาชิก

แต่ข้อมูลที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลับระบุว่า มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากเขื่อนไซยะบุรีไปแล้วตั้งแต่เดือนต.ค.2554 นอกจากนี้ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ยังเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ได้ลงนามกับบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ เพื่อลงทุน ก่อสร้าง และพัฒนาโครงการเขื่อนไซยะบุรี บนแม่น้ำโขงสายหลัก และเริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้งหมดจำเป็นต้องนำสู่กรอบกติกาของประชาคมอาเซียน เนื่องจากพบว่า นับตั้งแต่ลงนามข้อตกลงแม่น้ำโขงเมื่อพ.ศ.2538 ประเทศสมาชิกทั้ง 4 ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไม่สามารถควบคุมกำกับกันเองได้ ซึ่งเขื่อนไซยะบุรีเป็นโครงการแรกของ 12 โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่าง จะเป็นบรรทัดฐานและแบบอย่างของโครงการเขื่อนอื่นๆ ที่จะตามมา

แกนนำชาวบ้านกล่าวต่อว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงมองว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีจะสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง การอพยพของพันธุ์ปลา การประมง การเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขงที่มีแม่น้ำโขงเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต อันจะส่งผลไปสู่การบังคับให้อพยพย้ายถิ่น และการขาดแคลนอาหาร ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้รับรู้ถึงผลกระทบของการสร้างเขื่อน 4 แห่ง ในประเทศจีน ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบน ที่แม้จะอยู่ห่างไกลกว่าโครงการเขื่อนไซยะบุรี แต่ได้สร้างผลกระทบต่อคนลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างชัดเจน และจวบจนปัจจุบันยังไม่มีกระบวนการแก้ไขปัญาจากเขื่อนในจีนแต่อย่างใด

หากมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีสำเร็จ จะเกิดผลกระทบไม่เพียงแต่ประชาชนในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อ ประชาชนริมแม่น้ำโขงในลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงคนริมฝั่งแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง เขื่อนไซยะบุรีจะทำลายระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และวิถีชีวิตของคนริมฝั่งโขงหลายล้านคน เป็นความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง กว้างขวาง และไม่อาจแก้ไขกลับคืนได้ นอกจากนี้การก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรี ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จะนำไปสู่ความขัดแย้งในภูมิภาคได้ในระยะเวลาอันใกล้

จึงขอเรียกร้องให้ท่านทำหน้าที่กำกับดูแลข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 อย่างจริงจัง และนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้ระงับโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน และกลายเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งในภูมิภาค นอกจากนี้หากเขื่อนไซยะบุรีเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่สะดวกใจของประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่จะนำไปสู่การตัดสินใจตามอำเภอใจของแต่ละประเทศต่ออีก 11 โครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างที่รออยู่ เมื่อถึงเวลานั้น MRC ยิ่งจะกลายเป็นองค์กรเสือกระดาษที่ไม่สามารถมีบทบาทที่เป็นจริงได้

พวกเราคาดหวังว่าท่านจะทำหน้าที่อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง และกลุ่มธุรกิจเอกชนมาทำลายวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงกว่า 60 ล้านคน ที่สำคัญคือ ควรเคารพภูมินิเวศน์ วัฒนธรรมของชุมชน เพื่อให้สังคมสุวรรณภูมิอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขต่อไป

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ