Book Review: Class Mates, Male Student Culture and the Making of a Political Class in Nineteenth-Century Brazil

ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์: 1 ม.ค. 2562


“เพื่อนพ้องน้องพี่” สายสัมพันธ์ในโรงเรียนกฎหมายกับการสร้างกลุ่มทางการเมืองในจักรวรรดิบราซิลคริสต์ศตวรรษที่ 19

หลังจากบราซิลประกาศเอกราชจากจักรวรรดิโปรตุเกสในปี 1822 ประเทศก็ถูกปกครองโดยจักรพรรดิเปโดร ที่ 1 (Dom Pedro I) และต่อด้วยรัชสมัยของจักรพรรดิเปโดรที่ 2 (Dom Pedro II) ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1822-1889 จึงเป็นช่วงเวลาของระบอบราชาธิปไตยที่ฝังรากในประเทศบราซิล แต่นอกเหนือไปจากอำนาจของจักรพรรดิและการรวมอำนาจจากภูมิภาคเข้าสู่รัฐบาลกลาง ยังมีกลุ่มทางการเมืองที่โดดเด่น ได้แก่ ข้าราชการ นักกฎหมายและผู้พิพากษา เจ้าที่ดิน คนเหล่านี้แม้จะอยู่ในหน้าที่การงานหลากหลาย แต่เนื้อแท้แล้วกลับมีจุดร่วมกัน นั่นคือสายสัมพันธ์ผ่านระบบการศึกษาในโรงเรียนเดียวกัน  กล่าวคือ อำนาจทางการเมืองของคนเหล่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการสถาปนาเครือข่ายเพื่อนร่วมชั้นเรียน การนิยามตัวเองให้เหนือกว่าคนกลุ่มอื่นและมีความชอบธรรมในการปกครองประเทศบราซิล คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองแบบราชาธิปไตยที่ยาวนานเกินกว่าครึ่งศตวรรษ ก่อนจะเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบสาธารณรัฐในที่สุด

หนังสือเรื่อง Class Mates Male Student Culture and the Making of a Political Class in Nineteenth-Century Brazil. โดย Andrew J. Kirkendall อธิบายกระบวนการที่นักเรียนชายในโรงเรียนกฎหมายอันทรงเกียรติของประเทศบราซิลกลายมาเป็นชนชั้นนำทางการเมืองของประเทศ ผ่านกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ส่งเสริมเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมชั้น นักการเมืองและเจ้าที่ดิน Kirkendall พิจารณาประเด็นนี้ผ่านมุมมองทางเพศสภาพและบุรุษศึกษาที่อธิบายการสร้างความหมายของความเป็นชายและการปะทะกันของความเป็นชายในสังคมบราซิลอันนำไปสู่การเข้าถึงอำนาจทางการเมืองมากกว่ากลุ่มคนอื่น งานศึกษาชิ้นนี้ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ทศวรรษ 1820-1880 หรือประมาณ 70 ปีของจักรวรรดิบราซิล

การก่อตั้งโรงเรียนนักกฎหมายขึ้นที่เซาเปาโล (São Paulo) อันเป็นเมืองในเขตตอนใต้ และเปร์นัมบูกู (Pernambuco) ที่เป็นเมืองหลักสำหรับตอนเหนือของบราซิลในปี 1827 เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องผลิตข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการฝ่ายยุติธรรมและฝ่ายปกครองเพื่อเข้าทำงานให้กับรัฐ ช่วงแรกของการก่อตั้งโรงเรียนในทศวรรษ 1820-1830 นักเรียนจากสองโรงเรียนตื่นตัวไปกับกระแสแนวคิดเสรีนิยมอันเนื่องมาจากบรรยากาศการเมืองที่บราซิลเพิ่งประกาศตัวเป็นเอกราชจากโปรตุเกสในปี 1822 แต่การเกิดความวุ่นวายจากกบฏต่อต้านรัฐบาลจักรพรรดิในภูมิภาคต่างๆของบราซิลที่เรียกร้องการกระจายอำนาจและอิสระจากรัฐบาลกลาง ความหมายของเสรีภาพในความเห็นของนักเรียนกฎหมายได้ถูกนิยามให้แคบลงและแทนที่ด้วยการเน้นความสำคัญของการรวมชาติภายใต้จักรพรรดิ โดยพยายามเน้นว่าเสรีภาพควรจะมาพร้อมกับกฎหมายและระเบียบ (law and order) มากกว่าที่จะเป็นเสรีภาพไปทุกเรื่อง จึงนำไปสู่จุดเริ่มต้นของการอธิบายว่ากลุ่มคนที่ควรมีเสรีภาพมากกว่าคนกลุ่มอื่นโดยยึดจากการมีการศึกษา ก็คือกลุ่มผู้มีการศึกษา (bacharéis) นั่นเอง

เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลายุ่งยากทางการเมืองและบรรยากาศแห่งเสรีภาพที่แสนสั้น ทศวรรษ 1840-1860 นับเป็นยุคที่นักเรียนกฎหมายได้ลงรากสถาปนาตนเองเป็นชนชั้นนำทางสังคมและการเมืองมากขึ้นผ่านทางการเขียน เพราะเห็นว่าวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นชาติบราซิลให้แข็งแกร่งขึ้น ในสังคมที่อัตราคนรู้หนังสือยังมีไม่มากนัก เด็กหนุ่มเหล่านี้สามารถสถาปนาตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในฐานะปัญญาชนทรงความรู้ที่ควรเป็นผู้นำรุ่นใหม่ให้กับสังคมได้ไม่ยากเย็น กิจกรรมนอกห้องเรียนของเด็กหนุ่มเหล่านี้เน้นหนักไปที่การแต่งโคลงกลอน วรรณกรรมและการปาฐกถาในที่ประชุมชนเพื่อเผยแพร่ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการปกครองของตนที่เห็นว่าชาติควรนำโดยคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ในขณะที่สังคมอังกฤษและอเมริกาช่วงเวลาเดียวกันการเล่นกีฬาเพื่อแสดงถึงความเป็นชายกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษา สังคมที่ยังมีทาสและการเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักอย่างประเทศบราซิลการเน้นพละกำลังกลับไม่ได้รับความนิยมจากนักเรียนกฎหมายที่ต้องการจะยืนยันความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตน แต่เป็นความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาที่สละสลวยและมีหลักการ

หากจะมองจากมุมของการศึกษาเพศสภาพ นับว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่นักเรียนกฎหมายมีการปะทะต่อรองความเป็นชายกับคนหลากหลายกลุ่มพร้อมไปกับการสร้างวัฒนธรรมความเป็นชายสำหรับกลุ่มของตน นักเรียนกฎหมายตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-5 จะมีลำดับขั้นที่ชัดเจน นักเรียนปี 1 จะไม่มีสิทธิออกความเห็นและปาฐกถาในที่สาธารณะ ด้วยความที่แต่ละคนจะมาจากภูมิภาคที่ต่างกัน ย่อมหมายถึงภาษาและสำเนียงที่แตกต่างเช่นกัน ในปีแรกนักเรียนเหล่านี้จึงต้องถูกล้อเลียนจากรุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าและต้องอดทนกับการเหยียดหยามสำเนียงท้องถิ่นของตน เพื่อจะได้เรียนรู้การใช้ภาษาและออกเสียงให้ถูกต้องตามมาตรฐานของศูนย์กลาง นักเรียนปี 5 นับเป็นยอดสุดของลำดับชั้นทางสังคมในโรงเรียน มีอภิสิทธิ์ที่จะออกเสียงอภิปรายหรือกล่าวปาฐกถาต่างๆได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้นักเรียนกฎหมายยอมรับในอำนาจที่เหนือกว่าของระบบได้โดยดุษฎีทั้งในโรงเรียนและในชีวิตจริง

เหล่าเด็กหนุ่มยังนิยามความเป็นชายของตนเองที่เหนือกว่าความเป็นทหารผ่านการล้อเลียนเสียดสีในที่สาธารณะ ในขณะนั้นทหารในสังคมบราซิลไม่ใช่อาชีพที่ได้รับการนับหน้าถือตา เพราะเป็นอาชีพที่สัมพันธ์กับการใช้กำลังมากกว่าการใช้ทักษะความรู้เหมือนกับนักกฎหมาย สถานภาพของทหารยังตกต่ำอันเป็นผลพวงมาจากการผ่านกบฏหลายต่อหลายครั้งในหลายพื้นที่ของประเทศทำให้รัฐบาลพยายามลดอำนาจและจำกัดจำนวนทหาร  มีรายงานการกระทบกระทั่งระหว่างทหารและนักเรียนกฎหมายหลายครั้งที่มักจบลงด้วยชัยชนะของนักเรียนกฎหมาย เนื่องจากความขัดแย้งในแต่ละครั้งจะต้องให้ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้ตัดสินและข้าหลวงเหล่านี้มักจะเป็นศิษย์เก่าหรือสัมพันธ์กับโรงเรียนกฎหมายมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ฝ่ายทหารจะต้องถูกสั่งให้เก็บตัวในกรมกอง ขณะที่นักเรียนกฎหมายยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังเกิดเหตุ  

กลุ่มเด็กหนุ่มจากโรงเรียนกฎหมายยังใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตนรวมตัวก่อความเดือดร้อนในเมืองหลายต่อหลายครั้ง เซาเปาโลและเปร์นัมบูกูในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังเป็นเมืองเล็กที่มีประชากรไม่มากนัก นอกจากชนชั้นสูงจำนวนไม่มาก ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาและทาส ทำให้บรรดานักเรียนรวมตัวในลักษณะกลุ่มอันธพาล ออกเที่ยวเล่นส่งเสียงดังในยามค่ำคืนและก่อความเดือดร้อนรำคาญในเวลากลางวัน  นอกจากนี้แม้จะไม่มีเครื่องแบบโรงเรียน แต่พวกเขาเลือกที่จะยืนยันสถานภาพของตนผ่านเครื่องแต่งกายแบบเดียวกัน ซึ่งก็คือสูทขนสัตว์และโค้ทยาว (frock coat) แบบที่นักเรียนอังกฤษและฝรั่งเศสสวมใส่ แม้ว่าอากาศของบราซิลที่เป็นเมืองร้อนจะไม่เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายประเภทนี้ก็ตาม สูทขนสัตว์ก็นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความทันสมัยและความเหนือกว่าของนักเรียนต่อคนกลุ่มอื่นๆในสังคมโดยเฉพาะชาวไร่และทาส

การนิยามความพิเศษของกลุ่มตนเองไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็นชายที่เหนือกว่าและระบบอาวุโสที่แข็งแกร่งในสังคมชายเป็นใหญ่ของบราซิล นักเรียนกฎหมายพบกับช่วงเวลาตึงเครียดของการเปลี่ยนผ่านสถานะจากเด็กชายไปสู่ชายหนุ่ม (rite of passage) สังคมบราซิลเป็นสังคมที่ระบอบชายเป็นใหญ่และครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่บิดาเป็นผู้รับผิดชอบและมีอำนาจเหนือสมาชิกในครอบครัว แต่การที่เด็กหนุ่มอยู่ไกลบ้าน การเดินทางที่ไม่สะดวกส่งผลให้ต้องห่างจากบ้านเป็นเวลาหลายปี เท่ากับว่าอยู่พ้นสายตาและอำนาจของบิดาไปโดยปริยาย แม้จะมีความพยายามที่จะควบคุมพฤติกรรมของเด็กหนุ่มผ่านทางอำนาจของอาจารย์ในโรงเรียน แต่การรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นของกลุ่มเด็กหนุ่มผ่านการอยู่ร่วมกันใน república ที่เป็นเสมือน “บ้าน” ที่มีพื้นฐานจากการมาจากเมืองหรือจังหวัดเดียวกัน ทำให้สายสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นหนามากขึ้นและกลายมาเป็นการนิยามครอบครัวในแบบพี่น้องภราดรภาพ (brotherhood) มากกว่าจะเป็นครอบครัวที่มีลำดับชั้นโดยมีบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว

อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่านักเรียนกฎหมายจะปฏิเสธอำนาจของผู้อาวุโส การสร้างสายสัมพันธ์กับนักการเมืองและชนชั้นนำกลุ่มอื่นกลับเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กหนุ่มพึงปฏิบัติ นักเรียนเหล่านี้มักจะเขียนจดหมายแสดงความชื่นชมหรือผูกสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลในระดับชาติหรือเหล่าเจ้าของที่ดินที่มั่งคั่ง ในกรณีของเด็กหนุ่มที่มาจากตระกูลสูง สายสัมพันธ์เช่นนี้จะทำให้หน้าที่การงานหลังสำเร็จการศึกษาเป็นไปราบรื่นยิ่งขึ้น สำหรับเด็กหนุ่มที่มาจากตระกูลที่ไม่ร่ำรวยนัก นี่เป็นโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือทั้งรูปแบบทางการเงินและคำแนะนำจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์หรือแม้แต่ได้รับรางวัลเป็นการแต่งงานกับบุตรสาวของผู้อุปถัมภ์ในกรณีที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่าปฏิสัมพันธ์ลักษณะนี้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ เด็กหนุ่มได้รับความช่วยเหลือที่ต้องการที่จะเข้าสู่สังคมการเมืองของบราซิล ขณะเดียวกันผู้อุปถัมภ์ก็จะมีอิทธิพลเหนือหรือสามารถตักตวงผลประโยชน์ได้ภายหลังจากที่นักเรียนกฎหมายเข้าสู่การเมืองและระบบราชการในอีกไม่กี่ปีต่อมา

การมีอภิสิทธิ์ของนักเรียนกฎหมายลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ทศวรรษ 1860 เป็นต้นมา ภายใต้บริบทของการขยายตัวของเมืองและการตั้งโรงเรียนทหารที่ทันสมัยมากขึ้นอันเนื่องมาจากการพัฒนากองทัพในสงครามยึดครองปารากวัยระหว่างปี 1864-170 (War of the Triple Alliance) อาชีพทหารกลายมาเป็นอาชีพที่ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของสังคม เช่นเดียวกับความสำคัญของการพัฒนาทางอุตสาหกรรมที่มาแทนที่เกษตรกรรม ส่งผลให้บราซิลต้องการแรงงานมีทักษะเฉพาะเชิงเทคนิคมากกว่าปัญญาชนที่มีความสามารถทางด้านอักษรศาสตร์ ในพื้นที่สาธารณะของเมืองเซาเปาโลและเปร์นัมบูกูที่นักเรียนกฎหมายเคยเป็นคนกลุ่มเดียวที่เฉิดฉายแสดงตัวเองเป็นอภิสิทธิ์ชนผ่านการสวมใส่สูทขนสัตว์และการรวมกลุ่มขนาดใหญ่เริ่มหมดความหมาย เมื่อเมืองเติบโตและขยายตัวทำให้เกิดชนชั้นกลาง พ่อค้า ทหาร ชาวต่างชาติที่อพยพมายังบราซิลจากการเติบโตของธุรกิจกาแฟ แม้แต่ผู้หญิงที่แต่เดิมต้องอยู่ภายในบ้านกลับออกสู่พื้นที่สาธารณะได้มากขึ้น ความเป็นชนชั้นพิเศษของนักเรียนกฎหมายจึงเริ่มเสื่อมคลายลง

พร้อมไปกับสถานภาพที่สั่นคลอนของนักเรียนกฎหมาย สถานภาพของจักรพรรดิเปโดรที่ 2 และการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่รัฐบาลกลางก็เช่นกัน การนำประเทศเข้าสู่สงครามยึดครองปารากวัยที่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปีส่งผลให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามต่อระบอบจักรวรรดิ รวมไปถึงการพัฒนาของเมืองที่ทำให้แต่ละภูมิภาคของบราซิลมีทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกัน โดยทางตอนเหนือของประเทศที่ยังต้องการระบบทาสในไร่อ้อยขนาดใหญ่กับตอนใต้ของประเทศที่มีการเติบโตด้านอุตสาหกรรมการค้าและการขยายตัวของไร่กาแฟ การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นจึงดูเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่าระบบราชการขนาดใหญ่ที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือของจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียว ทั้งหมดนำไปสู่การรัฐประหารโดยทหารในที่สุดในปี 1889 นับเป็นจุดสิ้นสุดของการปกครองโดยจักรพรรดิและประเทศบราซิลตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบสาธารณรัฐ บทบาทของทหารเริ่มเข้ามาแทนที่ข้าราชการในแบบเดิม

ตั้งแต่การก่อตั้งโรงเรียนในปี 1827 จนถึงทศวรรษ 1880 โรงเรียนกฎหมายทั้งที่เซาเปาโลและเปร์นัมบูกูผลิตนักเรียนออกมาราว 7,000 คน นักเรียนเหล่านี้เข้าสู่ระบบราชการและแวดวงการเมือง ขยายเครือข่ายและอิทธิพลของตนเองกลายมาเป็นชนชั้นนำทางการเมืองของบราซิลเป็นเวลาถึง 70 ปี นับเป็นเครือข่ายที่แน่นแฟ้นและสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ระบอบอุปถัมภ์แบบพวกพ้องยังเป็นการเปิดช่องทางการเป็นอภิสิทธิ์ชนให้กับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นพิเศษ พร้อมกับปิด/ลดทอนอำนาจของคนกลุ่มอื่นในการเข้าถึงอำนาจทางการเมืองเช่นกัน

คุณูปการของงานศึกษาชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างผู้ชายชนชั้นสูงที่ต้องการเข้าถึงอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงการเติบโตและเปลี่ยนผ่านจากเด็กหนุ่มไปสู่ชายหนุ่มที่ต้องการจะมีบทบาทหรือพื้นที่ในสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้ผูกติดอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมบราซิลที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความเป็นชายที่นักเรียนกฎหมายสถาปนาขึ้นหมดบทบาทและนำไปสู่การสถาปนาความเป็นชายในแบบอื่นที่สอดคล้องกับสังคมมากกว่าโดยเฉพาะความเป็นชายที่ผูกกับการเป็นทหาร

นอกเหนือไปจากการชี้ให้เห็นประเด็นเหล่านี้ งานศึกษาของ Kirkendall ทำให้เห็นว่าในปริมณฑลของเพศชายในการถือครองอำนาจทางการเมือง เพศหญิงและความเป็นหญิงได้ถูกทำให้หายไปจากพื้นที่แห่งอำนาจ เช่นเดียวกับความเป็นชายในแบบอื่นๆที่ไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าถึงอำนาจดังกล่าวโดยเฉพาะทาสและชายชนชั้นล่างของสังคม ไม่ใช่เฉพาะกับสังคมบราซิล แต่แบบแผนของคำอธิบายในลักษณะนี้ยังสามารถนำมาพิจารณาประเทศอื่นๆที่อยู่ภายใต้การครอบงำของเครือข่ายทางการเมืองในรูปแบบเดียวกันได้เช่นกันเพื่อมองเห็นความซับซ้อนของอำนาจที่เชื่อมโยงกับมิติของเพศสภาพได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น


 

 

ที่มา: Kirkendall, Andrew J. Class Mates. Male Student Culture and the Making of a Political Class in Nineteenth-Century Brazil. Lincoln & London: University of Nebraska, 2002.

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ