บททดลองนำเสนอ: แก้ทฤษฎี ‘วิวัฒนาการ’

ฐานันดร ชมภูศรี 4 ม.ค. 2560 | อ่านแล้ว 856 ครั้ง


บททดลองนำเสนอว่าด้วยการตั้งสมมติฐาน หากดาร์วินมีความรู้เรื่องสารเคมีสมองเหมือนคนสมัยนี้ เขาอาจแก้ทฤษฎี เพราะขณะที่คนเรามีเซ็กซ์ แน่นอนว่าคงมีสารเคมีสมอง/ฮอร์โมนหลายตัวที่หลั่ง แต่ที่น่าสังเกต คือ oxytocin จะหลั่งมากเป็นพิเศษ

การที่ทฤษฎีวิวัฒนาการบอกว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของสัตว์ เป็นไปเพื่อหาอาหาร หรือความมั่งคั่งให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดพันธุกรรม (มีลูก) ให้มากที่สุดจริง ๆ อาจไม่เชิงว่าถูกกำหนดมาเช่นนี้ การที่ทฤษฎีบอกแบบนี้ อาจเป็นผลมาจากที่ตอนเด็กๆ ชาร์ลส์ ดาร์วิน อยู่กับศาสนาเยอะ เพราะข้อสรุปของเขาเรื่อง "เป้าหมาย" ของสิ่งมีชีวิต ก็แทบจะเหมือนคัมภีร์ไบเบิล

ถ้าดูชีวประวัติของเขา ก็อาจพอสันนิษฐานได้ว่าทำไมเขาถึงสรุปแบบนั้น

ตามประวัติ ไม่ว่าจะปฏิเสธพระเจ้าหรือไม่ก็ตามแต่ดาร์วินเกิดในตระกูลชาวคริสต์ยูนิทาเรียนผู้เคร่งครัด โดยพ่อของเขาได้ให้เขาไปรับศีลในโบสถ์ของนิกายแองกลิกันแต่เขากับพี่น้องก็ไปเข้าโบสถ์ของยูนิทาเรียนกับแม่

เขาเคยอยู่ประจำที่โรงเรียนนิกายแองกลิกันกับพี่ชาย หลังจากแม่ของเขาเสียชีวิต

การไม่เอาใจใส่การเรียนแพทย์ที่ ม.เอดินเบอระ พ่อของเขาจึงส่งเขาไปยังวิทยาลัยไครสต์ ม.เคมบริดจ์ เพื่อเรียนสำหรับการ "เตรียมตัวเข้าบวช" ในนิกายแองกลิกันแม้เขาจะสอบวิชาที่พ่อบังคับให้เรียนไม่ผ่าน แต่ก็จบปริญญาปกติ* (Charles Darwin's early life & education *ย่อหน้า 2 จากข้างล่าง)

แล้วจะเล่าประวัติส่วนตัวของเขาให้ฟังทำไมกัน?

1.

จากประวัติที่ดาร์วินเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์พอสมควร เป็นไปได้ว่าทำให้ ทฤษฎีวิวัฒนาการบอกว่า พฤติกรรมต่างๆของสัตว์ เป็นไปเพื่อหาอาหาร หรือความมั่งคั่งให้มากที่สุด เพื่อโอกาสในการ "ถ่ายทอดพันธุกรรม (มีลูก) จำนวนมากที่สุด"

และไบเบิลมีอธิบายว่า "พระ‍เจ้า​จึง​ทรง​อวย‍พร​สัตว์​เหล่า‍นั้น​ว่า “จง​มีลูกดกทวีมากขึ้น​ ​จน​เต็ม​น้ำ​ใน​ทะเล และ​ให้​นก​ทวี​มาก​ขึ้น​บน​แผ่น‍ดิน‍โลก” - ปฐมกาล 22

เหตุที่ต้องยกไบเบิลมา เพราะถึงที่สุดแล้ว แม้คนจะดูฉลาดกว่าสัตว์ แต่สมองส่วนที่ว่าทำให้ฉลาดกว่าสัตว์ที่อยู่ตรงหน้าผาก (ใช้เหตุผล, วิพากษ์วิจารณ์) มันแยกไม่ออกจากระบบที่เกี่ยวกับ ความจำ/อารมณ์ (*ความจำถูกแปะไว้กับอารมณ์ ทางชีวฯมนุษย์ปกติมีอารมณ์ตลอดเวลา ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง) โดยส่วนที่ ‘เหตุผล’ เชื่อมกับความจำ/อารมณ์ มันถูกตั้งชื่อว่า orbito frontal cortex หรือ OFC และมันเชื่อมต่อเข้ากับส่วนที่เกี่ยวกับ ความจำ/อารมณ์ มากจนน่าแปลก (500 ล้านปีของความรัก ล.1, บทที่ 9 : นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา)

การอยู่กับศาสนามากๆในช่วงต้นของชีวิต อาจมีส่วนทำให้ทฤษฎีของดาร์วินออกแนวที่ไบเบิลบอกไว้ เพราะถ้าเขามาเห็นสมัยนี้ เช่น คนรวยสุขภาพดี แต่มีลูก 1-2 คน หรือไม่มีลูกเลย จะบอกว่าพวกเขาผิดธรรมชาติ ก็คงไม่ใช่กระมัง

2.

ถ้าดาร์วินมีความรู้เรื่องสารเคมีสมองเหมือนคนสมัยนี้ เขาอาจแก้ทฤษฎี เพราะขณะที่คนเรามีเซ็กซ์ แน่นอนว่าคงมีสารเคมีสมอง/ฮอร์โมนหลายตัวที่หลั่ง แต่ที่น่าสังเกต คือ oxytocin จะหลั่งมากเป็นพิเศษ อีกสองอย่างที่หลั่งมากเป็นพิเศษ คือ คลอดลูกให้นมลูก

อย่างในหนังสือ 500 ล้านปีของความรัก เล่ม 2 ที่ได้ระบุไว้ว่า เห็นความทุกข์ยากของคนอื่น แม้เป็นเพียงวิดีโอก็หลั่ง ดูหนัง/อ่านนิยาย ก็หลั่ง และอะไรก็ตามที่มีลักษณะ "รักพวกพ้อง" เช่น ชาตินิยม สิ่งที่อยู่เบื้องหลังก็คือ oxytocin เช่นกัน … หลั่งได้หลายเงื่อนไขมาก เอาเข้าไป!

นั่นพอจะอธิบายได้ว่า ทำไมบางคนไม่ป่วย เงินไม่ขาดมือ ถึงมีลูกแค่ 1-2 คน บางคนไม่มีเลย ซึ่งขัดกับทฤษฎีอยู่แหละ เนื่องจากการมีเซ็กซ์กับให้นมลูก oxytocin ก็หลั่งเยอะเหมือนกันอยู่แล้ว สถานการณ์อย่างอื่นก็หลั่ง คือถ้าเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมามองการมีลูกของคน มันก็คลาดเคลื่อนอยู่ใช่ไหม?

ก็เลยสงสัยว่า พันธุกรรมมันก็ต้องถ่ายทอด ไม่งั้นสูญพันธุ์หมด แต่ไม่น่าใช่เป้าหมายสูงสุด

3.

C. Nathan DeWall จากภาควิชาจิตวิทยา ม.เคนทัคกี้ บอกว่า oxytocin ยังเกี่ยวข้องกับการพยายามรักษาความสัมพันธ์ด้วยการทำให้คนที่เรารักอยู่ใกล้ๆ อาจด้วยวิธีก้าวร้าว ควบคุม หรือการแสดงอำนาจเหนือคนรัก ด้วยการข่มเหงร่างกายหรือจิตใจ

จะบอกว่าพฤติกรรมข่มเหงเกิดจาก oxytocin ก็คงไม่ใช่ซะทีเดียว ตามที่ DeWall บอก น่าจะเป็นอาการ ‘กระหาย’ oxytocin มากกว่า เพราะนี่คือสารเคมีแห่งความสุข การข่มเหงคนอื่นคงไม่ได้เริ่มจากความสุข

แล้วการก้าวร้าว ควบคุม แสดงอำนาจเหนือ ด้วยการข่มเหงร่างกายหรือจิตใจ ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมระหว่างคู่รักแน่ๆ คงนึกออกกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ แล้วไอ้พฤติกรรมพวกนี้ ถ้ามันนำไปสู่การที่คนอื่นสยบยอมต่อเรา แล้วเรารู้สึกพึงพอใจ มันใช่ oxytocin ไหม?

หากดูจากศาสนาที่เน้นปฏิบัติทางจิต เช่น ผู้ละแล้วซึ่งตัวตนแบบพุทธ มักจะเผยแพร่สิ่งที่ตัวเองเรียกว่าบรรลุให้คนอื่นได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าจะเผยแพร่ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ แต่ถ้ามีคนมาร่วมละตัวตนด้วย ย่อมเกิดภาวะ ‘บอกบุญแล้วได้บุญไปด้วย’ เมื่อความได้บุญมันเป็นความสุข การที่คนอื่นมาร่วมละตัวตนด้วย ย่อมหมายถึงพฤติกรรมการเป็น ‘พวกเดียวกัน’ หรือว่าการรู้สึกตัวตนลดลง คือการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่มากกว่าตัวเอง เช่น กลุ่มปฏิบัติธรรม กลุ่มผู้รักชาติ ฯลฯ ความรู้สึกเหล่านี้ตามตำราก็เป็น oxytocin

มันก็ชวนให้คิดว่า การมีลูกเป็นเพียงวิธีหนึ่งในหลายวิธีที่นำไปสู่เป้าหมายบางอย่าง แต่ผมก็ยังไม่รู้จะเรียกเป้าหมายนั้นว่าอะไร

ถ้าลองลืมเรื่อง oxytocin ไปก่อน แล้วมองจากมุมของสาขาวิชาอื่น เช่น การตลาดมันมีคำว่า extended-self คือสิ่งต่างๆที่อยู่ภายนอกที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของเรา เช่น หากมีคนขี่มอ'ไซค์มาเฉี่ยวไฟท้ายรถยนต์ของเราแตก จะต่อยไม่ต่อยก็แล้วแต่คน แต่ความรู้สึกไม่ดีมันย่อมเกิดขึ้น หรือบางทีคนเราก็ไปประชาทัณฑ์คนอื่น เพียงเพราะเขาโพสต์ด่าคนลงเฟสบุ๊ค ถ้าใช้ทฤษฎีที่ว่าต้องมีลูกให้มากที่สุด จะอธิบายยังไงดี

ถ้ามองวิวัฒนาการโดยย้อนไปถึงสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ที่ค่อย ๆ แบ่งเซลล์แล้วขยายใหญ่ขึ้น แต่ปัจจัยต่างๆไม่อนุญาตให้สัตว์/พืชแต่ละชนิด คนแต่ละคนขยายขนาดร่างกายได้มากกว่านี้

ลองนึกดูว่า ทำไมปลากระเบนมันต้องแบ่งออกเป็นตัว ๆ หรือเป็นสาหร่ายทะเลที่เป็นแผ่นๆมีขอบเขตจำกัด ทำไมไม่เป็นปลากระเบนตัวเดียว ที่กินพื้นที่ทั่วทั้งมหาสมุทร หรือเป็นปลิงตัวใหญ่โคตร ๆ ที่แผ่กว้างยึดพื้นที่ทั้งแผ่นทวีป หรือเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตไม่สามารถขยายร่างกายให้ใหญ่จนครอบคลุมทั้งโลกได้ นั่นอาจทำให้คนเราต้องเลือก extended-self ที่มีบารมีเสมอ เช่น ใช้แบรนด์หรู บูชาบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่น่าจะสัมพันธ์กับการมีลูกเยอะ เพราะอย่างน้อย oxytocin จากเซ็กส์ก็หลั่งมากพอ

 

เกี่ยวกับผู้เขียน:

ฐานันดร ชมภูศรี ผู้ประกอบการแฟชั่นตุ๊กตา, แอดมินเพจ 'มาช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนกัน', งานอดิเรกชอบดูวิดีโอพวก AI, Machine Learning, เป็นคนลำปาง

 

ที่มาภาพประกอบหน้าแรก: stux (CC0 Public Domain)

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ