ทันทีที่บทสัมภาษณ์ของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาที่ตอบคำถามศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ-www.tcijthai.com)เกี่ยวกับประเด็นด้านนโยบายทางการศึกษาที่จะดำเนินการทันทีภายใน 1 ปีแรกในหัวข้อที่ 1.5 การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียนเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รวมทั้งจัดระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริหาร และในพื้นที่สาธารณะและสถานศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทางศูนย์ข้อมูล& ข่าวสืบสวน (www.tcijthai.com) ได้สืบค้นข้อมูลและเดินหน้าเจาะลึกถึงประเด็นดังกล่าวโดยนำคำให้สัมภาษณ์ของนายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวถึงประเด็นการแจกแท็บเล็ต ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ว่า การส่งเสริมการศึกษาที่ดีที่สุดควรจะพัฒนาเรื่อง ครู เพราะการจัดประเภทการศึกษาให้หลากหลายขึ้นเพื่อให้นักเรียนมีช่องทางในการเลือกเรียน พร้อมกันนี้จะทำอย่างไรให้ครูมีคุณภาพ ต้องใช้เวลาพอสมควร
ทั้งนี้นักวิชาการผู้นี้ยังมองว่า การแจกแท็บเล็ตนั้นเป็นการสูญเปล่าเพราะภายใน 1-2ปี นักเรียนเมื่อมีแท็บเล็ตแล้วก็ต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เด็กจะได้ประโยชน์จากการค้นข้อมูล หาความรู้ใหม่ๆ แน่นอนว่า ประเด็นเรื่องการเล่นเกมส์เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่การฝึกคิด พัฒนาการด้านนี้จะขาดหายไป แต่ถ้าเด็กใช้ในเรื่องของเกมส์จะไม่มีผลอะไร โลกทุกวันนี้กว้างขึ้นจริง จะได้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในแง่คุณภาพน้อย
แม้ว่านายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะมองว่า
“ปัญหาการศึกษาตอนนี้คนที่จบมามีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ประกอบกับปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนแท็บเล็ตจึงเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่เรานำไปยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบเพื่อให้เขาเรียนรู้โลกต่างๆ จะปล่อยให้คนชนบท ในต่างจังหวัดเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ได้ และระบบเฉพาะของทีวี ข่าวสารในหนังสือพิมพ์ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการรับรู้ของคนในสังคม จึงมีความจำเป็นต้องให้เครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ส่วนการดำเนินการคงจะต้องมีเครื่องมือเหล่านี้โดยเฉพาะสำหรับคนที่ได้รับสิทธิเรียนฟรี”
ในขณะที่นายตีรณ กลับเห็นว่า การแจกแท็บเล็ตเพื่อการพัฒนา และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น คิดว่าไม่เกี่ยวกัน แค่เอามาโยง แท็บเล็ตเป็นเพียงอุปกรณ์ทางการศึกษาเท่านั้น ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการต้องลงทุนอย่างมากในการพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ต พัฒนาแท็บเล็ต แต่จริงๆแล้วควรจะเอางบประมาณไปลงทุนเรื่องครูมากกว่า ดีกว่าเอาเงินไปซื้ออุปกรณ์ทางการศึกษาบางประเภท ซึ่งเข้าใจว่า จะใช้แท็บเล็ตได้ต้องมีระบบอินเตอร์เน็ตที่มีคุณภาพ เครื่อง แทนที่จะมีโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวก็มีแท็บเล็ต มีโทรศัพท์เพิ่มอีกเครื่อง ตรงนี้ยังเห็นว่าคุณภาพมันน้อย
“มันมีประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าไม่มีคงไม่มีใครซื้อ แต่ในวัยเด็กขณะนี้ต้องการการฝึก อ่าน วิเคราะห์ มากกว่า น่าจะนึกถึงการพัฒนาครูให้มีสัดส่วนเพียงพอต่อเด็กนักเรียน ถ้ารัฐลงทุนในด้านคุณภาพของครูและปริมาณของครูที่จะเพียงพอต่อเด็กจะดีกว่า มีคุณภาพกว่าการลงทุนกับแท็บเล็ตซึ่งเป็นอุปกรณ์การเรียนของเด็ก แต่ถ้าเป็นระดับมหาวิทยาลัยมีจะมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น” นายตีรณ กล่าว
การจะแจกให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มองว่าเหมาะสมหรือไม่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา กล่าวว่าโดยหลักการเราจะให้กับนักเรียนทุกคนที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เพื่อยกระดับขึ้นมา ถามว่าทำไมต้องเลือกเด็กชั้นป.1 เพราะหลักสูตรมันสะท้อนศักยภาพของพื้นที่ ที่เลือกหลักสูตรชั้น ป.1 เพราะเห็นว่าเป็นหลักสูตรที่ง่ายที่สุด แท็บเล็ตเป็นเรื่องง่ายที่สุด เพราะเป็นเครื่องสัมผัสไม่ใช่แท็บเล็ตหน้าตายากๆเหมือนที่ผู้ใหญ่ใช้ เป็นเครื่องมือที่ให้เด็กเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ถ้าเทียบกับเด็กมันก็คือของเล่นชิ้นใหม่ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ให้เด็กได้จับ สัมผัส เพื่อฝึกประสาทสัมผัสให้พร้อมมาใช้เทคโนโลยี อย่างเราไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่เด็กก็จะมีปัญหาการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือสื่อสารใหม่ เรามีปัญหา เราจึงใช้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือฝึกเด็ก ฝึกพัฒนาการ ไม่ใช่อย่างที่เราคิดจินตนาการว่าเอาเครื่องมือของผู้ใหญ่มาให้เด็กใช้
“ผมพยายามอธิบายหลายครั้งแล้วว่าแท็บเล็ตของเด็กจะไม่เหมือนกับของผู้ใหญ่ ของเด็กจะใช้ฝึกประสาทสัมผัสเพื่อให้เด็กเตรียมพร้อมการเจริญวัยของเด็กตั้งแต่ 3-8 ขวบ ที่มีพัฒนาการสมองสูงสุด เราพยายามให้เด็กคิดและจินตนการ จริงๆแล้วเด็กไทยจะใช้สมองซีกซ้ายคือ ความจำ เพียงอย่างเดียว เราจึงพัฒนาให้เด็กใช้สมองซีกขวา ฝึกคิด จินตนาการ หรือพัฒนาการอย่างไรก็ตามเราไม่ทอดทิ้งการฝึกขีด เขียน มันเหมือนโทรศัพท์ หรือเครื่องคิดเลขตัวหนึ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เราใช้คอมพิวเตอร์อยู่ ไม่ใช่มองว่าแท็บเล็ตตัวเดียวแล้วยกเลิกใช้อย่างอื่น ก็มองสุดๆจนเกินไป ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

นายตีรณ กล่าวว่าเด็กในวัยนี้ไม่ควรใช้แท็บเล็ต แต่เด็กในวัยนี้ควรอยู่ใกล้ครู อาจารย์ ใกล้ธรรมชาติไม่ควรใช้อุปกรณ์ ซึ่งแท็บเล็ตเหมาะกับเด็กที่เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ต่อข้อถามที่ว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการอ้างว่า แจกแท็บเล็ตเพื่อความพร้อมและพัฒนาการด้านประสาทสัมผัสของนักเรียน นายตีรณ กล่าวว่า ประสาทสัมผัส มันมีเครื่องมือเยอะแยะในการฝึกประสาทสัมผัส ดนตรีเยอะแยะมากมาย ทั้งไทย จีน ฝรั่ง
“แท็บเล็ตไม่ได้เน้นเรื่องประสาทสัมผัสหรอก แต่แท็บเล็ตมันเน้นเรื่องการค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งเด็กในวัยมัธยมลงไปไม่เหมาะกับการใช้เครื่องมือนี้ ส่วนจะทำให้ระบบห้องสมุดถูกลดระดับความสำคัญหรือไม่นั้น คิดว่า แทนที่จะแจกแท็บเล็ตให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้ามันน่าจะไปพัฒนาระบบห้องสมุดให้ดีขึ้นเท่านี้ก็พอแล้ว เด็กมาใกล้ชิดครู เข้าห้องสมุดค้นหาข้อมูลต่างๆ”
การจะใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวนี้ให้เต็มที่นั้น คิดว่าโอกาสมันน้อยมาก โรงเรียนต่างๆ ต้องลงทุนมหาศาล ในการวางระบบอินเตอร์เน็ต การเรียนการสอน แต่ถ้าใช้ในการเรียนการสอนทางไกลก็ใช้ได้ ท้ายที่สุดแล้วจะเลยเถิดไปถึงการลงทุนที่เกินความจำเป็นไปเยอะ ต่อไปต้องนั่งทำแบบเรียนที่ใช้กับไอแพด ได้
เมื่อถามว่าถ้ามองในแง่เศรษฐศาสตร์ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ นายตีรณ กล่าวว่า ไม่คุ้ม เพราะมันจะคุ้มค่าสำหรับคนที่เป็นนักวิจัย คนที่ควรมีแท็บเล็ตมีอยู่ 2ประเภท คือ นักบริหารที่ต้องการค้นคว้าหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว และนักวิชาการที่ต้องค้นคว้าหาข้อมูล แต่นักวิจัยเองก็ไม่คุ้มค่าเท่ากับการใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผล คำนวณ สำรวจ รายงานต่างๆ อย่างตนเองใช้ก็เห็นว่าคอมพิวเตอร์มีประโยชน์มากกว่าไอแพด หรือแทบเล็ต เพราะต้องใช้คิดคำนวณ ทำงานต่างๆ ซึ่งคิดว่าสำหรับเด็กมัธยมศึกษาหรือระดับประถมศึกษา คิดว่ามันแทบไม่มีประโยชน์ และผิดทางโดยเฉพาะการใช้ผิดทาง คิดว่าสำหรับเด็กเล็กควรให้สร้างความสัมพันธ์กับธรรมชาติมากกว่าการให้ความสำคัญปฏิสัมพันธ์กับสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา

“แท็บเล็ตเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่องค์ความรู้ ผมว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เอาประโยชน์ของตัวเด็กนักเรียนเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เป็นเด็กในโรงเรียนนานาชาติ นักการเมืองคิดว่าการใช้ไอแพด หรือแท็บเล็ตแล้วได้ประโยชน์เลยอยากให้เด็กได้ใช้บ้าง แต่ว่าตัวนี้โดยวัย และวุฒิภาวะทางการศึกษามันไม่ค่อยจะไปด้วยกันได้ มันยังมีสิ่งอื่นที่ดีกว่า สำคัญกว่า อย่างเด็กมัธยมทุกวันนี้มีครูที่ดูแลเด็กนักเรียนต่อคนต่อหัวน้อยมาก อาจารย์ ครูคนหนึ่งดูแลเด็กมหาศาลไม่ทั่วถึง น่าจะลงทุนกับครูมากกว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ถ้าอยากส่งเสริมระบบอินเตอร์เน็ตก็น่าจะลงทุนพัฒนาระบบWifi ในห้องสมุดหรือตามสถานศึกษามากกว่า”
อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวหลายฝ่ายมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม โดยหาเสียงด้วยคำพูดสวยหรูแต่ไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันนั้น ในทัศนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองว่า ไม่ใช่ วันนี้เรามีความจำเป็นที่ต้องฝึกเด็ก พวกเราเสียโอกาสมากเพราะไม่เคยได้รับการฝึก เราต้องการฝึกเด็กของเราให้มีศักยภาพในอนาคต วันนี้ถ้าเราไม่ให้อะไรเขาเลย ฝึกอะไรกับเขาเลยเขาก็จะเป็นเหมือนเรา คือไม่สามารถทำการแข่งขันบริบทโลกได้ เราให้ทางมหาวิทยาลัยศึกษาดำเนินการเบื้องต้นในหลายๆแห่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว มีการวัดอัจฉริยภาพแต่ละด้านของเด็กแล้ว โดยแบ่งความสามารถในแต่ละด้าน แล้วนำมาจัดเป็นบทเรียน เด็กก็จะได้เรียนในพัฒนาการที่เขามีความรู้ ความสามารถ ทุกอย่างจะเป็นไปภายใต้ผลการวิจัย พัฒนา โดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆแทบทั้งสิ้น ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจตามลำพัง ตรงนี้เอง จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง พาไปดูงานที่เขาดำเนินการอยู่แล้ว ตรงนี้จะเห็นภาพชัดเจน ลักษณะของพรรคเพื่อไทย จริงอยู่เวลาเราพูดเราพูดแค่บางตอน ถ้าไปดูนโยบายของพรรคเพื่อไทยจริงๆ มันเป็นการวางรากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
ขณะที่มุมมองจากนักวิชาการกลับมองว่าเป็นประชานิยมไม่ตรงเป้า ไม่ใช่ประชานิยมด้านการศึกษา คนที่ได้ประโยชน์จริงๆน่าจะเป็นบริษัทขายไอแพด หรือบริษัทที่ขายบริการอินเตอร์เน็ต เพราะมีคนมาเพิ่มในความสะดวก
เมื่อถามว่าคิดว่าจะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ นายตีรณ กล่าวว่า น่าจะมีส่วน ดูมันห่างกันมากเกินไป ให้ทุนการศึกษายังดีเสียกว่า ไม่สมเหตุสมผล หรือไม่มีเหตุผล เหตุผลมันคนละโลก ถ้าแจกให้อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยทั่วประเทศฟังแล้วมันพอจะเข้าเค้าหน่อย ความจำเป็นมันน้อยมากที่มาให้กับเด็กป.1 ถ้าจำเป็นจริงๆเขาก็ซื้อกันเองได้
เมื่อถามว่า จะแจกทั่วถึงหรือไม่ นายตีรณ กล่าวว่า ถ้าแจกก็ต้องทั่วถึง เครื่องหนึ่งก็ราคา 20,000บาท บวกค่าอินเตอร์เน็ต และปลอกอีก คาดว่าจำนวนตัวเลขนับหมื่นล้าน
“นโยบายมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงไม่ตรงเป้า ถ้าแจกอาจารย์มหาวิทยาลัยมันก็ดีหน่อย แต่ไปแจกเด็กประถมมันคนละเรื่องกันเลย เด็กจริงๆแล้วเขาต้องการครูมากกว่า”
แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) จะออกมาขานรับกับนโยบายดังกล่าว โดย นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า เบื้องต้นสิ่งที่กระทรวงไอซีทีสามารถสนับสนุนการใช้งานแท็บเล็ตได้ คือ การจัดทำคอนเทนต์ (เนื้อหา) ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ และการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เข้าใช้งานง่าย ทั้งนี้ กระทรวงไอซีที ยังไม่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานอะไรและยังไม่ได้คุยกับกระทรวงศึกษาธิการ แต่ได้มีการคุยกันภายในหน่วยงานถึงสิ่งที่กระทรวงไอซีทีสามารถสนับสนุนได้ เช่น ถ้าให้แท็บเล็ตแล้ว เด็กๆ อาจไม่ต้องถือกระเป๋าและหนังสือไป ให้เรียนผ่านอี-บุ๊ค รวมทั้งมีแอพพลิเคชั่นเพื่อเข้าสู่การใช้งานในเรื่องต่างๆ ได้ง่าย และมีโปรแกรมเฮาส์คีปเปอร์เพื่อป้องกันการใช้งานอินเตอร์เน็ตในทางไม่ดี
อย่างไรก็ตามการดำเนินตามนโยบายดังกล่าว ขณะนี้ได้มีโรงเรียนนำร่องแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ใช้แล้วซึ่ง นายวรวัจน์ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมให้เด็กมีคอมพิวเตอร์ใช้ หรือ วันแท็บเล็ต พีซี เปอร์ ชายด์ ซึ่งก่อนหน้านี้จะแจกให้นักเรียนโดยตรงว่า แท็บเล็ตต้องแจกให้โรงเรียน เพื่อนำไปให้เด็กใช้ฟรี ส่วนจะให้ในระดับใดและให้นำกลับบ้านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมความเหมาะสมของพื้นที่ และการบริหารจัดการของโรงเรียนที่อาจแตกต่างกันเมื่อเด็กจบการศึกษาก็ต้อง คืนโรงเรียน การที่ไม่ไห้นักเรียนเป็นเจ้าของโดยตรงเพราะเด็กอาจจะนำไปขายได้แต่หากให้ โรงเรียนก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของโรงเรียน
ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศบาลนคร นครราชสีมา เผยว่า ขณะนี้คณะผู้บริหารเทศบาลนคร นครราชสีมา ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อจะนำไปซื้อแท็บเล็ต มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน โดยจะเริ่มแจกแท็บเล็ตจำนวน 120 เครื่อง ให้กับโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนคร ฯ ทั้งหมด 6 แห่ง ในช่วงเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2554 นี้ โดยจะไม่แจกให้นักเรียนโดยตรง ป้องกันเด็กนักเรียนนำแท็บเล็ตไปใช้ในทางที่ผิด แต่จะ แจกให้กับโรงเรียน ๆ ละ 20 เครื่อง เพื่อให้บุคลากรของโรงเรียน ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงระดับครูผู้สอน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้าใจในการใช้แท็บเล็ตก่อนที่จะนำไปสอนให้นักเรียนต่อไป
อย่างไรก็ตาม นางศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า แม้เด็กมีแท็บเล็ต แต่หากขาดการเตรียมโปรแกรมที่ฝึกให้คิดใฝ่รู้ ขาดการเตรียมความพร้อมของครูที่จะแนะนำเด็ก ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมีผลวิจัยจากการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ (PISA) เด็กไทยร่วมสอบวัดผล 4 ครั้ง ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 50 จาก 65 ประเทศ แต่มีแนวโน้มว่าคะแนนเด็กไทยจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้ชี้วัดว่า การที่เด็กมีคอมพิวเตอร์ใช้จะทำให้ผลสัมฤทธิ์การศึกษาดีขึ้น
บทสรุปของนโยบายเรื่องนี้ยังคงอีกยาวไกลนักที่จะคาดการณ์ผลดีผลเสียของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทางการศึกษาชิ้นนี้ แต่เท่าที่บ่งชัดคือ “แท็บเล็ต”ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่นักการเมือง เลือกใช้เพื่อสร้างความนิยมให้กับตนเอง โดยใช้งบประมาณในการพัฒนาแบบผิดทิศ-ผิดทาง และหลายฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า เด็กวัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นั้น จำเป็นต้องมี “ครู”ที่ดีไว้คอยชี้นำเด็ก ควรนำเงินงบประมาณตรงนี้ไปพัฒนาศักยภาพครูเสียจะดีกว่าเป็นไหนๆ ถูกทิศ-ถูกทางหรือไม่? คิดเอาเถิด!
ขอบคุณภาพจาก Google
