Skip to main content
ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) logo ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)
  • facebook
  • Twitter
  • RSS Feed
  • หน้าแรก
  • ข่าวเจาะ
  • ข่าวพลเมือง
  • คอลัมน์
  • ฐานข้อมูล
  • สัมภาษณ์
หน้าแรก

ปรีดา เตียสุวรรณ์ ขั้วที่ 3 ในพันธมิตรฯ วิพากษ์เพื่อน-ประชานิยม-ชนชั้นนำ

โดย content เมื่อ 21 กันยายน 2011 - 10:14am
21 กันยายน 2011

 

                เขาเป็นเจ้าของธุรกิจอัญมณีระดับโลก

                เป็นนักธุรกิจที่บุกเบิกและเป็นหัวหอกให้ภาคธุรกิจหันมาใส่ใจสังคม

                 เป็นหนึ่งในสมัชชาปฏิรูปและอดีตประธานคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคที่พยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันการมีอำนาจเหนือตลาดของธุรกิจขนาดใหญ่

                เป็นนักธุรกิจที่คลุกคลีกับภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง

                และไม่ปฏิเสธว่าเป็นกลุ่มทุนหลักกลุ่มหนึ่งให้แก่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

                เรากำลังเอ่ยถึง ปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่สุ่มเสี่ยงและขัดแย้ง วันนี้ เขาเปิดใจวิพากษ์ตั้งแต่พันธมิตรฯ ประชานิยม จนถึงชนชั้นนำในสังคม

 

พันธมิตรฯ

                “จุดแข็งของพันธมิตรฯ คือการต่อสู้กับระบอบทักษิณเป็นหลัก แต่ขั้วของบุคคลที่เข้ามานั้นก็จะแบ่งออกไปประมาณ 3 ขั้ว ขั้วแรกคือพวกที่เป็นปกปักษ์กับคุณทักษิณในแง่ที่ผลประโยชน์ขัดกัน ขั้วที่ 2 คือขั้วที่มีความเชื่อว่าทักษิณจะล้มสถาบันกษัตริย์ ส่วนขั้วที่ 3 คือขั้วที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณเพราะเห็นความไม่ถูกต้องที่ระบอบทักษิณจะทำลายประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าขั้วที่ 2 จะมีใจเอื้อมาที่ขั้วที่ 3 ด้วย แต่ขั้วที่ 3 นั้น (เน้นเสียง) จะมาเน้นเรื่องสถาบันกษัตริย์ด้วยหรือเปล่า ก็อาจจะมีความเอื้อมาที่ขั้วที่ 2 อยู่บ้าง

“เมื่อเป็น 3 ขั้วนี้ แน่นอน ขั้วที่ 3 นั้นมีความชัดเจนในเรื่องวิธีการว่าไม่เอาการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ถามว่ามีความเข้มข้นหรือไม่ที่บอกว่าไม่เอา คงไม่เข้มข้นเท่ากับคนเสื้อแดง แต่โดยหลัก ไม่เอา ผมไม่ได้ว่าใครถูกใครผิดนะ

                “เมื่อ 3 ขั้วนี้มีความเหมือนกันในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ เป้ามันจึงเคลียร์ การรวมตัวให้ได้พลังของประชาชนจึงง่าย ผมไม่อยากใช้คำว่า ล้มเหลว เนื่องจากที่ว่ามาจาก 3 ขั้ว มันก็มีแนวโน้มว่าขั้วที่ 1 จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ส่วนขั้วที่ 2 และ 3 ก็คงยังยึดกันอยู่อย่างเหนียวแน่น

                “การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จะหมายถึงความล้มเหลวหรือเปล่าก็ต้องไปว่ากัน แต่ผมเรียนว่า แน่นอน ต้องมีความล้มเหลวอยู่บ้าง ผมว่าช่วงเขาพระวิหารที่ขั้วที่ 2 และ 3 ไม่ค่อยเข้าใจหรอก ขั้วที่ 2 อาจจะเข้าใจมากกว่าขั้วที่ 3 แต่ผมถือว่าตัวเองอยู่ในขั้วที่ 3 อันนี้ไม่ว่ากันนะ ใครจะมองยังไงก็แล้วแต่ ขั้วที่ 3 เรามองไม่เห็นว่าทำไมจะต้องไปตีกับเขมร เขมรเป็นชาติเล็กที่ดำรงสถานภาพอยู่ได้เพราะอยู่ระหว่างเวียดนามกับไทย เรียกว่าเป็นแนวกันชน (Buffer Zone)เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วจะไทยหรือเวียดนามต้องมีสัมพันธไมตรีกับเขมร เรื่องเขาพระวิหารซึ่งศาลโลกตัดสินไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่พอใจแต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เราเอาคืนไม่ได้ ก็มองไม่เห็นประเด็นว่าทำไมต้องไปต่อสู้กับศาลโลกเรื่องนี้ แต่การต่อสู้เรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรอาจจะพอเป็นที่เข้าใจได้

                “แต่จะให้ถึงกับไปโรมรันกับเขมรด้วยเรื่องนี้ ซึ่งเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าฮุนเซนใช้เรื่องนี้เพื่อจุดประเด็นชาตินิยมขึ้นเพื่อรักษาตำแหน่ง รู้อยู่ว่าฮุนเซนเป็นคนยังไง ทำไมเราต้องไปตกเป็นเครื่องมือ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ากลุ่มที่ 3 ไม่ได้ไปร่วมตรงนี้ ถึงแม้ว่าทางกลุ่ม 3 จะมีความเคารพในมหาจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) และพระโพธิรักษ์ ซึ่งเป็นหัวหอก อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอ

                “และที่สำคัญที่สุด เรามีความเชื่อว่า ควรจะรักษากลุ่มเหลืองเอาไว้เพื่อที่จะต่อต้านระบอบทักษิณต่อไป เรามีประสบการณ์มามากเพียงพอ คนเสื้อเหลืองต้องบอกว่าเป็นคนกลุ่มอายุ 40 ขึ้นไปโดยเฉลี่ย ก็ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 มาเพียงพอที่จะรู้ว่า ถ้าไปทำอะไรมากจนเกินไปก็จะทำให้เกิดความข้องใจของสาธารณะชนส่วนใหญ่ว่า กลุ่มนี้จะทำทุกอย่างเลยหรือยังไง พูดง่ายๆ ว่าจะหาเรื่องตลอดเลยหรือยังไง ซึ่งไม่ได้เป็นอย่างนั้น

                “แต่ว่าในปัจจุบัน เราไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้ ไม่ควรไปเป็นเครื่องมือของฮุนเซน และควรรักษาภาพลักษณ์ของเหลืองในการต่อสู้กับระบอบทักษิณให้ชัดเจนและเด่นชัด ตรงนี้เป็นที่มาของภาพที่เหลืองเริ่มไม่ร่วมมือกันต่างๆ แต่ตรงจุดนี้ผมยังยืนยันว่าขั้วที่ 2 และ 3 ยังเหนียวแน่น ก็เป็นเรื่องของการเป่านกหวีดเท่านั้นเอง”

 

 

การเมืองและทักษิณ

                “แน่นอนว่าผมกังวลสถานการณ์ เพราะว่าคุณทักษิณไม่หยุด ในทัศนะผมคุณทักษิณเป็นนักโทษชาย เพราะถ้าเราไม่พูดอย่างนั้นก็เท่ากับเราไม่ยอมรับระบบตุลาการของเรา และผมก็คิดว่าถ้าคุณทักษิณจะไม่ยอมรับระบบตุลาการที่ตัดสินว่าเขาผิด มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะคุณทักษิณก็ชนะคดีมาเยอะแยะใน 10 ที่ผ่านมา ภายใต้ระบอบตุลาการเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งซุกหุ้นภาคแรก ตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนั้นออกมาให้คำวินิจฉัยแค่ 15 นาที สรุปว่าเป็นการผิดพลาดทางด้านเทคนิค ก็จบ เรื่องใหญ่ขนาดนั้นแต่ใช้เวลา 15 นาที แน่นอนว่าพวกเราก็ผิดหวังอย่างมาก ตุลาการเสียงส่วนใหญ่ของคณะนั้น เราก็ไม่ให้ความนับถืออีกต่อไป เจอหน้าเราก็ไม่ไหว้

                “แต่เราก็ยอมรับว่า มันเป็นสถาบันที่เราจะต้องเกื้อหนุนและรักษาเอาไว้ เราก็ไม่ลบหลู่อะไรแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง หลังจากนั้นคุณทักษิณก็ชนะคดีมาเรื่อย ก็มาแพ้คดีนี้ ที่น่าสนใจของคดีนี้ก็คือการพิจารณาคดีนี้เริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจบบ่าย 3 เพราะฉะนั้นพยานหลักฐานต่างๆ มันถูกเปิดออกมา มันเป็นคำตัดสินที่มีการพิจารณาอย่างชัดเจน ถึงแม้คุณทักษิณจะบอกว่าเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลรัฐประหารก็ตาม แต่แล้วทำไมไม่พูดถึงอดีตที่ผ่านมา ตุลาการที่คุณทักษิณชนะมาตลอดก็อยู่ภายใต้รัฐบาลคุณทักษิณ

                “ถ้าคุณทักษิณจะบอกว่าตนเองไม่ผิด ถูกกลั่นแกล้ง ผมว่ามันเป็นสิทธิของเราที่จะถามคุณทักษิณว่า ถ้าอย่างนั้นท่านก็แก้คดีสิครับ ตรงไหนไม่ถูกบ้าง หลักฐานไหน เหตุผลไหนที่ท่านรับไม่ได้ เรามาสู้กันตรงนี้สิ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสิ 10 ปีที่ผ่านมาพวกผมก็ยอมรับกระบวนการยุติธรรมภายใต้เงื้อมมือและอิทธิพลของคุณทักษิณ สร้างบรรทัดฐานขึ้นมาสิ เพื่อที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมันแข็งแกร่งขึ้น

                “เพราะฉะนั้นในทัศนะผม คุณทักษิณคือนักโทษชาย ถามว่าการเป็นนักโทษชายของคุณทักษิณได้ช่วยจรรโลงประเทศนี้ก้าวหน้าไปในครรลองที่ถูกต้องหรือไม่ ผมว่ามันแฟร์ที่จะพูดว่า คุณทักษิณมีพฤติกรรมที่ชัดเจนในการสนับสนุนเสื้อแดง แต่จากสิ่งที่เราเห็นมันชัดเจนว่ามันเป็นอย่างนั้น วิธีของคุณทักษิณในการแบ่งแยกและทำร้ายประเทศ คุณทักษิณก็ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง ในท้ายที่สุด คุณทักษิณก็ใช้อำนาจของตัวเอง ความป็อปปูล่าร์ของตัวเองในกลุ่มคนรากหญ้า พาพรรคการเมืองของตัวเองเข้ามาบริหารประเทศไทยได้อีกครั้ง

                “และคุณทักษิณก็ยังดำเนินการทุกวิถีทางที่จะกลับเข้ามาในประเทศ โดยการขออภัยโทษ ซึ่งตรงนี้ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ท่านก็เป็นนักโทษชายและก็ไม่เคยรับโทษ แต่จะขออภัยโทษ ถ้าสำเร็จขึ้นมา บรรทัดฐานของระบบยุติธรรมของประเทศมันจะพังหมด อยู่ๆ ดีจะอภัยโทษกับคนที่ไม่เคยรับโทษเลย ผมว่ามันเป็นสัญลักษณ์ที่ใหญ่มาก ซึ่งตรงนี้ถ้าเราไม่ต่อต้านหรือต่อสู้ ผมว่าเราก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของความเป็นคนไทยอย่างแน่นอน

“ขณะเดียวกัน รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาขณะที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากมาย แทนที่จะเอาเวลาไปแก้เรื่องนี้ก่อน กลับมาทำเรื่องอภัยโทษ ตรงนี้ผมก็ไม่ได้เข้าข้างพรรคไหนนะ แต่ผมก็ชอบคำพูดของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ว่า คนไทยยังไม่ทันได้อะไรเลย แต่คุณทักษิณเริ่มได้แล้ว ผมว่าตรงนี้เจาะเข้าไปตรงกลางใจเลย รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีพฤติกรรมที่จะนำคุณทักษิณกลับมาชัดเจน

“ผมคิดว่าประชาชนส่วนหนึ่งความอดทนมีจำกัดนะ ผมยอมรับว่ามีคนโทรมาหาเยอะว่าเมื่อไหร่จะออกมาเสียที ทนไม่ไหว หลักคือประชานิยมที่ไม่บันยะบันยังเลย เขารู้ว่าท้ายสุดจะกลายเป็นภาระลูกหลานเขา เรื่องทักษิณเขาก็รับไม่ได้ คนที่ทำกับประเทศไทยถึงขนาดนี้ แล้วยังสามารถเดินกลับเข้ามาโดยไม่มีความผิด เชิดหน้าชูตา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นประกายไฟดวงใหญ่ที่สุด จะเป็นชนวนที่ทำให้ชนชั้นกลางออกมา เราจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามจะดึงชนชั้นกลาง-ล่างออกไปด้วยนโยบายประชานิยม สุดท้าย ชนชั้นกลาง-กลางและชนชั้นกลาง-บนจะถูกล้อม เพราะเราก็ไม่ได้เอากับอีลิท”

 

 

ประชานิยมทำร้ายประเทศในระยะกลาง

                “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ดำเนินนโยบายประชานิยมต่างๆ อย่างรีบเร่ง โดยเฉพาะนโยบายลดราคาน้ำมันและรถคันแรกเป็นนโยบายที่ผิดพลาดอย่างชัดเจน

                “ประการแรก การขับรถเป็นเรื่องของที่มีสตางค์ เราก็ควรจะเก็บภาษีเขาให้มากที่สุดอยู่แล้ว แล้วนำภาษีนั้นมาสร้างระบบขนส่งมวลชนสำหรับคนส่วนใหญ่ โดยหลักของนโยบายพลังงานและคมนาคม เราต้องผลักดันให้มวลชนเข้าไปใช้ขนส่งมวลชน เพราะคุณไม่สามารถสร้างถนนให้พอกับรถได้หรอก ปัญหาของรถคือต้องสร้างถนนและที่จอดให้ ไม่มีประเทศไหนในโลกหรอกครับที่สนับสนุนให้คนขับรถ เพราะมันไปสร้างต้นทุนทางสังคมขึ้นมากมาย ซึ่งไม่แฟร์และก็ทำไม่ได้ภายใต้มิติด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ผมจึงไม่เมคเซนส์กับนโยบายนี้เลย

                “ส่วนเรื่อง 300 กับ 15,000 เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท โดยหลักแล้วเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะทำได้เพราะพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ รัฐบาลสามารถยืนกรานได้ว่าจะปรับเป็น 300 บาท โดยดันเรื่องเข้าคณะกรรมการไตรภาคี แต่ผมต้องเตือนว่าปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ 300 บาท

                “คนไทยใน 15 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการว่างงานเกิน 1.5 เปอร์เซ็นต์ และตอนนี้ขณะที่เรานั่งอยู่นี่เหลือแค่ 0.8 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้มีนัยอะไร ถ้าคุณไปให้ตัวเลขแก่ชาวต่างประเทศ ซึ่งผมทำมาแล้ว เขาหัวเราะใส่หน้าผมมา บอกว่าเรามีการว่างงาน 1.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อสิบกว่าปีก่อนผมถูกเชิญไปที่ลอสแองเจลิส โดยบีโอไอให้ผมไปเชิญคนมาลงทุน พอผมบอกแบบนี้ เขาหัวเราะใส่หน้าผม ในความเป็นจริงประเทศตะวันตกเขามีการว่างงานอยู่ 3 เปอร์เซ็นต์ เขาถือว่าเป็น Full Employment เพราะจะมีคนในสังคมที่ไม่ทำงานอยู่ คนติดยา คนที่มีปัญหาครอบครัว จะมีอยู่สองสามคนใน 100 คนที่ไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นประเทศไทยมัน Full Employment มาแต่ไหนแต่ไร

                “ถามว่าทำไมสัดส่วนของแรงงานข้างล่างต่อจีดีพีจึงลดลงใน 10 ปีที่ผ่านมา เพราะอำนาจต่อรองของคนเหล่านี้ต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทำไมค่าแรงไม่ขึ้น ปัญหาหลักก็คือแรงงานต่างชาติที่ทะลักเข้ามาใน 10 กว่าปีหลัง จนกระทั่งถึง 6 ล้านคนในปัจจุบัน ตัวเลขรัฐบาล 2.2-2.3 ล้านคน เป็นตัวเลขที่เหลวไหล ไม่ใช่ องค์กรต่างชาติเขาหัวเราะตัวเลขนี้กันหมด

                “6 ล้านคนหมายถึงอะไร หมายถึง 6 ล้านคนของคนทำงาน 32 ล้านคน เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์นะครับ ถามว่าตัวเลขนี้มีความสำคัญขนาดไหน ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ครับ ผมยืนยันว่าใหญ่ที่สุดในโลก เราพึ่งแรงงานต่างชาติไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมายอย่างมากมาย และแน่นอนแรงงานต่างชาตินี่แหละครับที่มาดึงค่าแรงทำให้ไม่ถีบตัวขึ้นมาในจีดีพี ซึ่งตามหลักแล้วจากการที่เราไม่มีการว่างงานในประเทศเรา ค่าแรงน่าจะขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำเรื่อง 300 บาทออกมา คุณก็จะมีชาวพม่า เขมร ลาว ที่จะมารอรับอยู่ตามแนวชายแดน เราแชร์แนวชายแดนกับ 3 ประเทศนี้ไม่ต่ำกว่า 2,500 กิโลเมตร คุณจะหยุดได้ยังไง ถ้าเราไม่หยุดเขาหรือบังคับให้ผู้ว่าจ้างจ่ายค่าแรงคนต่างด้าวเท่ากับคนไทย เพราะถ้าทำอย่างนั้นคนต่างด้าวจะได้รับค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย ค่าแรงของคนไทยก็จะปรับขึ้นอัตโนมัติโดยทันที หรือสกัดการเข้ามาของคนต่างด้าวโดยส่งเสริมให้คนไทยข้ามตะเข็บชายแดนไปทำธุรกิจ ผมยังไม่เห็นเลยว่า นโยบาย 300 บาทจะเวิร์คภายใต้สถานการณ์แบบนี้

                “ส่วนเรื่อง 15,000 ผมไม่เข้าใจว่าทำไมจึงหาเสียงอย่างนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เพราะอยู่ดีๆ รัฐบาลจะมาบอกให้ผมจ่ายเงินเดือนปริญญาตรีในบริษัท 15,000 ไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของผม แล้วคนที่ทำงานกับผมมา 10 กว่าปีอาจจะจบ ปวส. ซึ่งปัจจุบันก็รับเงินเดือนอยู่หมื่นหกหมื่นเจ็ดอยู่แล้ว พอรับคนจบใหม่ยังไม่เคยผ่านงานอะไรเลย แล้วจ่ายหมื่นห้า คนที่รับหมื่นหกหมื่นเจ็ดจะทำยังไง ผมจึงมองไม่เห็นว่ามันถูกกฎหมายยังไงที่ประกาศเรื่องนี้ออกมาหาเสียง

                “หรือเรื่องจำนำข้าว ให้ 15,000 พวกผมออกไปทำเรื่องออร์แกนิกประเทศไทย ผมอยู่ในสมัชชา เรามีคณะกรรมการดูแลเรื่องคุณภาพชีวิตเกษตรกร เรามีข้อสรุปชัดเจนว่าออร์แกนิกเป็นอนาคตของประเทศ เราต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นออร์แกนิกทั้งหมด เราไม่เอาพืชเชิงเดี่ยว ไม่เอาเกษตรที่ใช้สารพิษ เราต้องการให้ประเทศไทยปราศจากสารพิษ เพราะเราเห็นว่าจุดนี้เป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทย พืชเชิงเดี่ยวหรือที่ต้องใช้สารพิษต่างๆ ต้องไปโน่น เขมร ลาว เพราะเขามีที่เยอะ ประชากรน้อย

                “แต่ออร์แกนิกของเรา ทำได้ และจะได้ราคาดี คนของเรามีความชำนาญอยู่แล้ว ดันไปประกาศนโยบายนี้ขึ้นมา ชาวนาก็บอกว่าไม่เอาแล้ว ผมจะทำทำไม ออร์แกนิกต้องประณีต ต้องเฝ้าดู แต่การใช้ปุ๋ย โรยเสร็จแล้วก็ไปนอน ตอนนี้ได้อยู่แล้วหมื่นห้า โครงการออร์แกนิกของเราก็เลยมีปัญหา คือนโยบายสักแต่คิด แต่ตกที่รายละเอียด

                “ทักษิณ 1 ผมยังเห็นความดีและผมก็ปกป้องทักษิณ 1 มาระยะหนึ่ง พวกเราชอบมาก 30 บาทรักษาโรค ไม่ใช่ทุกโรค อันนั้นฝอยมากไปหน่อย และเราชอบโครงการโอท็อปมาก แต่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ผมยังไม่เห็นอะไรที่เป็นความดีเลย มันเป็นการหากิน เป็นการหาเสียงระยะสั้น และไม่ยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้มันทำร้ายประเทศในระยะกลาง ไม่ใช่ระยะยาว ความเป็นหนี้ของประเทศก็จะขึ้น อีกหน่อยจะเป็นแบบกรีซ”

 

 

ชนชั้นนำเก่าไม่ใช่ปัญหา ชนชั้นนำใหม่กำลังสร้างปัญหา

                “วันก่อนผมมีโอกาสพูดเรื่องนี้กับชนชั้นนำ เป็น Elite Classผมก็พูดว่า เราในฐานะคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) จะต้องแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ผมก็อธิบายไป แล้วสรุปว่า คปร. พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องแรก เราต้องสร้างที่ยืนให้กับคนกลุ่มต่างๆ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปด้านความเหลื่อมล้ำ ด้านอำนาจ เป็นสองเรื่องแรกที่เราดันออกมา เขาเห็นด้วยทั้งหมด

                “ผมคิดว่าความสำนึกที่จะต้องก่อให้เกิดการกระจายรายได้หรืออำนาจ ทุกคนไม่ปฏิเสธ แต่ถามว่าจะไปถึงที่นั่นได้ยังไง นี่คือโจทย์หลัก แต่ถ้ามามองสังคมจะเห็นว่า แม้กระทั่งอีลิทเองก็มีการแตกแยก อีลิทเก่าจริงๆ ซึ่งสูญเสียอำนาจไปในช่วงปี 2540 คนกลุ่มนี้ผมคิดว่าเป็นอีลิทที่มีความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปชัดเจนและก็ยินยอมพร้อมใจ เพราะพวกเขาเองก็ไม่เหลือเท่าไหร่ 2540 หลายคนจนลงทั่วหน้า

                “แต่มันก็ไปสร้างความรวยให้คนอีกกลุ่มหนึ่งจะเรียกว่าทุนใหม่ก็ได้ และทักษิณก็อยู่ในกลุ่มนี้ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราจะต้องระวัง ผมไม่ต้องพูดชื่อเลยก็ได้ เป็นกลุ่มที่เราจะต้องทำงานด้วย ผมก็พยายามทำ คุณอานันท์ ปัณญารชุนก็พยายามจะทำ ผมไม่รู้ว่าคนเหล่านี้จะถึงจุดไหนถึงจะเปลี่ยนหรือเข้าใจ จะสำเร็จขนาดไหนก็ว่ากันไป แต่ผมเชื่อว่าขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างจิตสำนึกให้แก่ชนชั้นล่างและชนชั้นกลางว่าเป็นพวกเดียวกัน ทั้งสองกลุ่มนี้เป็นเหยื่อของสถานการณ์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโชห่วยทั้งหลายที่ต้องสูญเสียอาชีพแก่ทุนยักษ์ใหญ่ เราพยายามจะบอกว่าร้านโชห่วยเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ เพราะจะช่วยให้ผู้บริโภคมีอำนาจต่อรอง ถ้าไปพึ่งยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย ถ้าเขาจับมือกันจะทำยังไง ประเด็นของผมก็คือต้องทำให้ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลางเข้าใจ แม้กระทั่งชนชั้นกลาง-บน ผมก็ถือว่าเป็นเหยื่อของอีลิท คลาสใหม่ เป็นเหยื่อของธุรกิจใหญ่

                “ผมทำเรื่องพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า ผมทำอย่างมิดชิดเลย ไม่เคยออกหน้า ผมเข้าไปตรงนั้นตรงนี้ เพราะต้องการให้อำนาจของพวกอีลิทคลายลงมา ในทางหนึ่งเราก็พูดกับเขาว่ามันจำเป็น เราก็หวังว่าเขาจะเข้าใจ คุณอานันท์เข้าไปคุยกับเจ้าสัวของธุรกิจการเกษตรยักษ์ใหญ่ของประเทศ 2 ชั่วโมงครึ่ง ไม่รู้เจ้าสัวเข้าใจขนาดนั้น แต่ออกมาผมก็ต้องสร้างอำนาจต่อรองให้กับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก

                “อีลิทกลุ่มนี้ใหญ่มาก อย่าลืมนะ ทุนยักษ์จากต่างประเทศกับในประเทศเขาร่วมมือกัน อำนาจของทุนยักษ์ต่างชาติภายใต้โลกาภิวัตน์ที่คุยนักคุยหนาว่าจะนำความผาสุกมาสู่ประชาชน มันไม่ได้เกิดขึ้นนะ นักวิชาการระดับโลกหลายคนเห็นด้วย คุณขยายใหญ่ คุณมีอำนาจล้นฟ้า อำนาจที่จะผ่านพรมแดนเข้ามาในนามของการค้าเสรี คุณใหญ่กว่ารัฐบาลคุณอีก วิกฤตซับไพรม์ที่ผ่านมา ชัดเจนเลยว่านายธนาคารมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล เห็นได้เลยว่าอำนาจของทุนเหล่านี้จะต้องถูกจำกัด รวมทั้งทักษิณด้วย เขาคือทุนใหม่อย่างแท้จริง”

  • ชนชั้นนำ
  • ทักษิณ ชินวัตร
  • ประชานิยม
  • พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
  • แบบง่ายต่อการพิมพ์
  • PDF version

ป้ายคำ

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เขื่อนแก่งเสือเต้น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ภาคประชาชน การชุมนุม สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กระบวนการยุติธรรม โฉนดชุมชน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักการเมือง แผนพัฒนาภาคใต้ สมัชชาคนจน ชายแดนใต้ แถลงการณ์ น้ำท่วม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
more tags

TCIJ

ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง
1371 ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทร. 02-2787904  อีเมล tcijinfo@gmail.com

  • ข่าวเจาะ
  • ข่าวพลเมือง
  • คอลัมน์
  • ฐานข้อมูล
  • สัมภาษณ์
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • Twitter
  • RSS